‘เลือกดูหนังไทย เหมือนเลือกกินอาหารไทย’

35 ปี ของค่ายผู้ผลิตหนัง ‘ไฟว์สตาร์’ เป็นค่ายที่มีลิขสิทธิ์หนังไทยในมือราว 250 เรื่อง นับว่าเป็นจำนวนมากที่สุดของไทย กลายเป็นจุดแข็งที่หากจะนำมาสร้างใหม่ หรือ Remake สักปีละ 10 เรื่อง ก็คงใช้เวลาราว 25 ปี
“ดิฉันเกิดมาก็เห็นคุณพ่อสร้างหนังแล้ว ซึมซับโดยเป็นสิ่งแวดล้อมรอบตัว พอคุณพ่อเสียชีวิต เรา 3 คนพี่น้อง ก็ตั้งใจว่าจะกลับเข้าไปดูแลธุรกิจต่อจากท่าน” คุณอภิรดี เอี่ยมพึ่งพร ผู้บริหารคนรุ่นที่ 2 ของไฟว์สตาร์ เล่าความในใจของเธอ ซึ่งก็จริงตามนั้น เธอเริ่มเข้ามาเริ่มงานเมื่อวัย 26
ผ่านไป 5 ปี เธอกลายเป็นแม่ทัพของค่าย หิ้วหนังไทยไปขายให้คนทั่วโลกได้สัมผัสความเป็นไทย ที่มีรากเหง้าวัฒนธรรมอันยาวนาน และภูมิใจทุกครั้งที่หนังไทยถูกฉายไปทั่วโลก
“ยุคที่เป็นปีทองของไฟว์สตาร์ เราสร้างหนังมากที่สุดปีละ 12 เรื่อง เมื่อปี 2533 มีหุ้นส่วนในธุรกิจโรงหนัง หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ผู้ใหญ่จึงเลือกที่จะกลับมาหาธุรกิจที่เป็นจุดแข็งให้มั่นๆจึงเป็นการสร้างหนังเพียงธุรกิจเดียว เฉลี่ยปีละ 4-5 เรื่อง โดยดูแนวโน้มของตลาดเข้ามาช่วยเป็นแนวทางให้ถูกใจคอหนัง โดยเฉพาะต้องล่วงหน้าไว้ราว 8 เดือน เพราะต้องเผื่อเวลาสร้างได้ด้วยคะ”
หนังไทยเข้าฉายในโรงหนังปีละประมาณ 50 เรื่อง หนังประเภทถูกใจคอหนัง คือ แนวตลก หนังผี เกย์ ตุ๊ด
มาวันนี้ หนังแนวๆ นี้ อาจดูไม่ขำแล้ว ผู้สร้างจึงต้องมี ‘มุก’ ใหม่ๆ นำเสนออยู่ตลอดเวลา ซึ่งคาดเดาได้ยากมาก บางคราวหนังฟอร์มเล็ก นอกสายตาก็เข้าป้ายหนังทำเงินแบบเหลือเชื่อ แต่บางคราวหนังฟอร์มดี กลับต้องเก็บฉาก เมื่อเข้าฉายในโรง เร็วกว่าคาด หรือ ทำเงินไม่เข้าเป้า ก็มี
“พูดได้เต็มปากว่า โรงหนังเมืองไทย หรูหราที่สุดในโลก มีทุกอย่างคอยปรนนิบัติ คอหนัง เก้าอี้นั่งสบายมีโปรโมชั่น แต่คนดูหนังนี่เขาจะเลือกดูหนังที่ชอบ ดูให้คุ้มค่าตั๋วที่ต้องจ่าย 120 บาท ขึ้นไปนะคะ”
พบว่า หนังไทยมีการปัดฝุ่นหยิบขึ้นมาทำใหม่ คล้ายกับ ‘ละครไทย’ ที่มักถูก สร้างใหม่ ฉายกันเกลื่อน จอทีวี
แต่เธอเล่าว่า หนังและละคร มีความต่าง เรื่องการ ‘เขียนบท’ หนังจะยากกว่าตรงที่ต้องเล่าเรื่องแบบกระชับ ให้จบภายใน 1.50 – 2 ชั่วโมง และสามารถปรับบทได้ตามยุคสมัย
ล่าสุดไฟว์สตาร์ กำลังลงมือสร้าง ‘บุญชู 9’ ในโอกาสครบรอบ 20 ปี ของการสร้าง และมีอีกเรื่องที่คอหนังจะได้สมใจรอคอย ‘อินทรีแดง’ ที่ผู้สร้างบอกว่าจะเป็นภาคแห่งอนาคต ปี 2013
ในฐานะของคนสร้างหนัง เธอมั่นใจกับสถานที่ถ่ายทำ ในเมืองไทยที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก หากมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เชื่อว่า เมืองไทยจะมีรายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวที่จะตามมาอีกมาก ดูอย่างนิวซีแลนด์ เป็นสถานที่ถ่ายทำ Lord of the ring การท่องเที่ยวบูมขึ้นมาก ใครๆ ก็อยากไปให้เห็นกับตา นี่แหละอิทธิพลของโลกเซลลูลอยด์
คอหนังทั่วโลก ติดตามดูหนังไทยมาแล้วหลายเรื่อง พวกเขา รู้จักเสน่ห์ ของอาหารไทย พอถึงคิวของ หนังไทย จึงเริ่มคุ้นเคย กลายเป็น เส้นทางการตลาดให้นักธุรกิจเดินต่อได้
หนังไทยบางเรื่องไปโด่งดัง สร้างชื่อ ในต่างประเทศ คอหนังที่มีอาการเฉยๆ ก็เริ่มขยับ แล้วค่อยกลับเข้ามาทำเงินในเมืองไทย ก็ปรากฎมาแล้ว

“แผ่นผี ซีดีเถื่อน : ผีร้ายของวงการหนังไทย”

“ผมเริ่มทำธุรกิจผลิตหนังซีดี ที่ถูกต้องตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ทุกประการ ในปี 2540 เป็นหนังฝรั่งประเภทเกรด 2 เกรด 3, หนัง Return ประเภทที่เข้าโรงฉายมาแล้วถูกซื้อไปทำแผ่นแล้วสัก 1 – 2 รอบ แต่เป็นหนังฟอร์มยักษ์ที่คนทั่วโลกดูได้ทุกเวลาอย่างคนเหล็ก, Rambo ราคาตั้งแต่ 500 – 1,000 เหรียญสหรัฐต่อเรื่อง แต่พอขายดีคนไทยก็แห่ทำกันเยอะ ไปให้ราคาฝรั่งสูงขึ้น ตัดหน้ากันเอง ผมจึงเริ่มถอย
ตลาดหนังไทยน่าสนใจ ผมตัดสินใจหันมาซื้อลิขสิทธิ์หนังไทยเรื่องแรก ‘ผีหัวขาด’ จากค่ายหนังพระนครฟิล์ม เมื่อปี 2545 ต่างคนต่างใหม่ด้วยกันทั้งคู่ โชคดีที่หนังโรงก็ทำเงิน CD ของผมก็ทำเงิน
ปี 2548 ผมกวาดซื้อหนังไทยจากทุกค่าย เป็นปีทองของหนังไทย คนไทยด้วยกันไม่เอาเปรียบกัน หนังไทยยังไม่เจอ แผ่นผี
ก้าวเข้าปี 2549 แผ่นผีเริ่มออกอาละวาด ผมขาย 90 บาท แผ่นผีขายที่ราคา 50 – 70 บาทต่อแผ่น พอปลายปีระบาดหนักทั่วประเทศเลยครับ
แผ่นที่ถูกต้องตามลิขสิทธิ์ของผม 3 เดือนหลังออกจากโรงหนัง จึงจะวางขาย แผ่นผี 3 – 4 วัน ที่เข้าฉายในโรงหนัง ออกมาทันที
ยอดขายกระทบมากครับ ตอนนี้ผมขายได้ไม่เกิน 40% หนักมากครับ แผนงานปี 2551 ของผมไม่มีนโยบาย ซื้อหนังไทย หรือหนังเทศ เพื่อทำ VCD เรื่องไหนเลย ขอรอดูสถานการณ์ก่อนสักพัก ขอดูซิว่า ผีจะทำยังไง?
ถามว่าทำไมไม่แจ้งตำรวจช่วยจับล่ะ เยอะมากจับไม่ไหวหรอกครับ
ข้อระเบียบทางกฎหมาย ก็เป็นอุปสรรคข้อใหญ่ ผมเคยไปเจอแผ่นผี แล้ววิ่งไปแจ้งความ ตำรวจบอกว่าต้องมีบัตรแสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย ซึ่งในทางปฏิบัติต้องใช้เวลาขอจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ราว 45 วัน ใครจะอยู่ให้จับละครับ
คนไทยสมัยนี้ไร้จิตสำนึก แผ่นผีมีขายทุกตลาดนัด ทุกสะพานลอย ที่ไต้หวันค่ายหนังเจ้งไปแล้วหลายแห่ง ส่วนที่เกาหลีเขาจับกันหนักมาก กำหนดโทษไว้แรงมาก จึงไม่ค่อยมีใครกล้าครับ”

'ถมส่วนต่าง สู้แผ่นเถื่อน'

คุณพิมพ์ณิกา ลวางกูร
ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด
บริษัท แฮปปี้ โฮม เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด

“แฮปปี้ โฮม เอนเตอร์เทนเม้นท์ เป็นบริษัทในเครือของ สหมงคลฟิล์ม ทำหน้าที่เป็นผู้ถือสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายหนังไทย – หนังเทศ ของค่ายนี้ แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเพิ่งก่อตั้งในปี 2548 ที่ผ่านมา
ลูกค้ามีทั้งตลาดเช่า ตลาดขาย ที่ผ่านมา เรายังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการนัก แต่เมื่อมีการปรับกลยุทธ์อย่างชัดเจนขึ้นแล้ว ในปีนี้ (2551) แฮปปี้ โฮม จะบุกตลาดอย่างเต็มตัว
เป้าหมายยอดขายที่ท้าทายปีนี้คือ 1,100 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดเช่า 250 ล้าน และ 850 ล้านบาทเป็นตลาดขาย
ตลาด Home VDO เป็นความบันเทิงที่ถูกที่สุด สะดวก สนุกกันได้ทั้งครอบครัว คาดว่าจะมีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี
อย่างที่เรารู้กันว่า เมื่อมีความหอมหวาน ย่อมมีผู้อยากเข้ามาร่วมวงมาก บวกกับความทันสมัยของเทคโนโลยี การก็อปปี้งานจึงกลายเป็นปัญหาใหญ่บ่อนทำลายวงการบันเทิงอย่างน่าเศร้าใจ
หนังเรื่องหนึ่งลงทุนสร้างตั้งแต่ 5 ล้านขึ้นไป ไปจนถึงหลักร้อย หลักพันล้าน พอสร้างเสร็จถูกก็อปปี้แผ่นเถื่อนไม่กี่บาท แถบจะหมดกำลังใจ หมดทุนทรัพย์
เราจึงตัดสินใจใช้กลยุทธ์ด้านราคา ลงมาสู้กับแผ่นเถื่อน หนังเรื่องแรกที่ประเดิมกลยุทธ์นี้คือ ช็อกโกแลต จากราคาปกติ 135 – 159 บาทต่อแผ่น ปรับลงมาเป็น 99 บาท และให้น้องจี้จ้าเดินสายประชาสัมพันธ์ ถึงจะไม่ช่วยอะไรมากนัก แต่ก็ต้องออกมาสู้ เพราะหวังพึ่งใครยาก ผู้ประกอบการจึงต้องทั้งบู๊ ทั้งบุ๋น
อีกกลยุทธ์ที่เราทำได้คือจับมือกับพันธมิตรช่วยกันพัฒนาธุรกิจให้เข้มแข็ง ทำได้เท่านั้นจริงๆ ค่ะ”

“NGR หนังคุณภาพต้องมีราคา”

การขยับเข้าสู่ระดับการสร้างหนัง เกิดจากการฟอร์มแนวความคิด และทีมงานที่มีประสบการณ์ด้าน Production House ย่อมเป็นฐานที่แข็งแรง
อิทธิพลของ “สื่อ” ที่ผู้คนบริโภคเข้าไปนั้น มีส่วนสามารถสร้าง หรือชี้นำแนวทางสังคมให้เดินไปในทิศทางนั้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ของการเป็น ‘แฟชั่น’ เป็นความนิยม ความทันสมัยที่ใครๆ ก็ทำกัน ให้รู้สึกว่า ‘ไม่เชย’
แต่แนวคิดของการผลิต ระหว่างการเอาใจผู้บริโภค ตามกระแสตลาดเชิงพาณิชย์กับการตั้งหลักแนวคิดเชิงอุดมการณ์ เป็นความละเอียดอ่อน บนความเจ็บปวดของผู้บริหารค่ายความบันเทิงมานักต่อนักแล้ว
“ดิฉันเป็นคนมีเพื่อนฝูงมาก เพราะเป็นเด็กกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ จึงไม่มีอาการรั้งรอที่จะลงมือทำในสิ่งที่ตั้งใจ และเชื่อว่าเป็นสิ่งดีๆ ให้สังคม” คุณณภัทร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม บิ๊กบอสส์ผู้สร้างหนังค่าย ‘NGR’ น้องใหม่แห่งวงการสร้างหนัง โดยเป็น ‘มือเก๋า’ มาจากรายการโทรทัศน์แนวสร้างสรรค์สังคม สารคดีสั้น และเป็นเส้นทางบันไดธรรมชาติที่การก้าวแต่ละขั้น จนกลายเป็นผู้ผลิตหนัง
ละครโทรทัศน์ที่อยู่ในความทรงจำของผู้ชม ได้แก่ ทะเล จำปี ดนตรี ทราย, สี่แผ่นดิน, อยู่กับก๋ง, ในฝัน, ตามรอยพ่อ และอื่นๆ
“ถึงวันที่จำเป็นต้องมีความชัดเจนด้านธุรกิจ และการสร้างเอกลักษณ์ตามบุคลิก ตามผลงาน ดิฉันจึงจัดให้ ‘ทูแฮนส์’ เป็นร่มคันใหญ่ โดยมีอีก 5 บริษัท อยู่ในสังกัด
NGR – New Generation Resource 1 ใน 5 ของกลุ่มบริษัททูแฮนส์ เป็นผู้สร้างน้องใหม่ ก่อตั้งเมื่อปี 2548 ผลิตหนังมาแล้ว 4 เรื่อง : Gost, มะหมา...สี่ขาครับ, คริส – จ๋า บ้าสุดๆ และ Coffin เรื่องหลังสุดนี้อยู่กระบวนการผลิตขั้นสุดท้าย คาดว่าจะได้ดูกันในโรงภาพยนตร์ 29 กรกฎาคม 2551 นี้
“4 ปี ของการทำหนัง เราเป็นมือใหม่ ไม่ใช่แฟชั่นที่จะแห่กันเปิดมาแข่งกันเอง คนดูหนังวันนี้ฉลาดมาก จับได้ไล่ทัน เลือกในสิ่งที่พวกเขาชอบได้คะ”
การสร้างหนังหนึ่งเรื่องมีผู้เกี่ยวข้องมากมายหลายฝ่าย การเป็นผู้ผลิตละครคุณภาพมาก่อน จึงทำให้ค่ายนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ ‘หนังคุณภาพ’ ให้คอหนังรอคอย ‘มะหมา...สี่ขาครับ’ หนังที่ถูกใจคนรักหมา กวาดรางวัลมาจากหลายองค์กร จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ และกลายเป็น ‘รางวัลแห่งชีวิต’ ที่มีค่ายิ่งกว่าเงินทอง

“ตลาด Home VDO เผชิญปัญหาจากแผ่นผี 70%”

ความบันเทิงด้านภาพยนตร์ของผู้คนเลือก ได้หลายรูปแบบ ทั้งที่เลือกไปดูหนังโรง เช่า / ซื้อหนังมานอนดูที่บ้าน หรือฉายในฟรีทีวี
วงจรการออกสู่สายตาของ ‘ภาพยนต์’ หนึ่งเรื่อง มีช่องทางไปสู่ผู้ชมได้แบบไม่รู้จบ
เชื่อว่าสุดยอดปรารถนาของผู้สร้าง ผู้กำกับ คือการฉายภาพยนตร์เข้าสู่โรงหนังกลายเป็น ‘หนังทำเงิน’ หรือกระทั่งการกวาดรางวัล เป็นเกียรติยศ สร้างประวัติศาสตร์ เชิงวิชาชีพแห่งตนได้
จากโรงหนังเคลื่อนย้ายสู่ Home VDO ความบันเทิงของครอบครัว และในเวลาเดียวกันอาจฉายทางโทรทัศน์ด้วยเช่นกัน
หากหนังบางเรื่องไม่ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ก็จะเข้าสู่ระบบ Home VDO ซึ่งในวงการหนังประเภทนี้ พบว่าตลาดโตกว่าหนังเข้าฉายในโรงไม่ต่ำกว่า 5 เท่า
ตลาด Home VDO ทั่วโลกมูลค่ามหาศาล ยังไม่มีการคำนวณตัวเลขกันอย่างจริงจัง เฉพาะในเมืองไทยคะเนว่ามีมูลค่าอย่างไม่เป็นทางการราว 3,000 ล้านบาทต่อปี
ผู้นำเข้าหนังค่าย ‘โรส มีเดีย แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์’ เติบโตมาจากการเป็นศูนย์เช่าวีดีโอและผู้ผลิตคาราโอเกะรายแรกของประเทศไทย จนกลายเป็นผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์และผู้ถือลิขสิทธิ์หนังการ์ตูนมากที่สุดใน ประเทศไทย
‘โรส มีเดีย’ มีประวัติการก่อตั้งมากว่า 20 ปี ปัจจุบันมีคนรุ่นที่ 2 – ทายาททั้ง 4 คนและลูกเขยเข้ามาบริหารงานเต็มแผง
“ดิฉันรับรู้เรื่องธุรกิจของคุณพ่อตั้งแต่จำความได้ คุณพ่อใช้ชื่อดิฉัน ซึ่งป็นลูกสาวคนโตมาตั้งชื่อบริษัท ถึงท่านจะไม่เอ่ยปากร้องขอ เรา 4 คนพี่น้องก็เต็มที่
ดิฉันดูแลสายงานด้านการจัดซื้อและจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์ จึงต้องมีคิวเดินทางต่างประเทศบ่อยๆ คะ คุณโรส – อรพรรณ มนต์พิชิต บวรวัฒนะ รองประธานกรรมการสายงานจัดซื้อและจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์ บริษัท โรส มีเดีย แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด เล่าด้วยความมั่นใจว่า คนรุ่นพวกเธอจะสามารถต่อยอดธุรกิจจากรุ่นพ่อได้
ค่ายนี้ธุรกิจหลักเป็นผู้นำเข้าหนัง มีเพียงครั้งเดียวที่เป็นผู้ลงมือสร้างหนังเอง คือ ‘เยาวราช’ นำแสดงโดยชาคริต แย้มนาม แต่ไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้นัก จึงเลือกที่จะเป็นผู้ซื้อมา ขายไปในธุรกิจนี้เป็นหลักอย่างเดิม
“เราถนัดหนังการ์ตูน จึงทำครบวงจร ทั้งซื้อเข้ามาฉายในโรงหนัง ทำ Home VDO, ฉายในทีวีและ Merchandize เองบ้างนิดหน่อยค่ะ”
โรสมีเดีย ซื้อหนังดังเข้าฉายในโรงราวปีละ 12-24 เรื่อง หนังประเภท Home VDO ราว 100 – 200 เรื่องต่อปี ซื้อหนังไทย 12 เรื่องต่อปี และหนังการ์ตูนอีกประมาณ 2,000 – 2,500 ชั่วโมงต่อปี
หนังฟอร์มใหญ่ที่ค่ายนี้เป็นผู้นำเข้า และผ่านสายตาผู้ชมไปแล้วอาทิ Alexander, Sahava, Rambo 4 และอีกมากมาย
ส่วนหนังการ์ตูนที่เป็นขวัญใจเด็กๆ ตลอดกาลอย่าง โดราเอมอน, ขบวนการแปลงร่าง 5 สี, เคโรโระ และนารูโตะ เป็นต้น
และเคยผลิตการ์ตูนออกฉายทางช่อง 7 เรื่องการ์ตูนนิทาน หรรษา : นิทานอีสป
ธุรกิจหลักของค่ายนี้เป็นผู้ถือครองลิขสิทธิ์, ผลิตและจัดจำหน่ายใน 2 ช่องทาง คือขายปลีก (มีจุดจำหน่ายในห้าง เช่น แม็คโคร โรบินสัน และห้างในต่างจังหวัด) และขายส่ง โดยมีจุดขายในทั้ง 2 ช่องทาง ประมาณ 7,000 จุด
ปัญหาใหญ่ของธุรกิจ ซึ่งถือว่าเป็นเส้นเลือดหลัก คือ แผ่นผี ซีดีเถื่อน
“เป็นความเจ็บปวดของผู้ประกอบการ การละเมิดลิขสิทธิ์ ระบาดไปทั่วโลก เราคาดการณ์กันว่าแผ่นหนังที่วางขายในท้องตลาดขณะนี้น่าจะเป็นแผ่นผีราว 70% เรื่องปราบปรามคงยากมากๆ เทคโนโลยีเร็วมาก รวมทั้งความจริงใจของหน่ยวงานที่เกี่ยวข้อง เราจึงต้องป้องกันหาทางออกทางธุรกิจด้วยตัวเอง ซึ่งก็ต้องเดินไปข้างหน้า อย่างไม่ท้อค่ะ”
ความจำเป็นของโลกทุนนิยม และการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจบนฐานเดิมที่มีอยู่ ‘โรสมีเดีย’ กำลังแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายในปี 2551 นี้
ความท้าทายกับธุรกิจพันล้าน พนักงานกว่า 500 ของโรสมีเดียเพิ่งจะเริ่มต้น!!!!!!

 
 
 
Copyright 2009 , OHMMAG.com
Site by Bangkok Solutions Co., Ltd.