|
|
ชนินทธ์ โทณวณิก กรรมการบริหาร บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) |
|
|
|
|

ชนินทธ์ โทณวณิก กรรมการบริหาร บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ‘ผมขายสัมผัสทั้งหก’ โรงแรมดุสิตธานี เป็นโรงแรมเก่าแก่แห่งหนึ่งของเมืองไทย ก่อตั้งด้วยความบรรจงใจให้บริการนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน โดยท่านผู้หญิงชนัต ถ์ ปิยะอุย ความเด่นสง่าของตัวอาคาร ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ความเป็นมหานครของกรุงเทพ กับวัย 81 ของท่านผู้หญิงในวันนี้ ท่านยังขยันทำงานไม่มีวันหยุดเช่นเคย การกุมอำนาจการบริหารงานที่คล้ายเป็นครอบ ครัว จากการสืบสานไปยังรุ่นลูก ลูกชาย – ชนินทธ์ โทณวณิก ลูกสาว – สินี เธียรประสิทธิ์ กับการถือครองหุ้น 49.97 เปอร์เซ็นต์ สูตรสำเร็จของการบริหารงานแบบมืออาชีพของลูกจ้าง อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของธุรกิจยุคปัจจุบัน เพราะ “ลูก” อาจแปลความรวมเป็น ลูกน้อง ลูกจ้าง แบบมืออาชีพที่ซื่อสัตย์ กตัญญูตลอดกาล สมบัติของตระกูลเมื่อวาน กลายเป็นความร่วมภาคภูมิใจของคนไทย เมื่อเดินทางไปทั่วโลกแล้วพบว่า โรงแรมแห่งโน้นแห่งนี้ บริหาร หรือเป็นเจ้าของโดยคนไทย เครือดุสิตธานี กำลังอวดความเป็นไทยด้วยสัญลักษณ์ตัว D ท่ามกลางบทแห่งความรับรู้ ฝรั่งเท่านั้นที่จะบริหารโรงแรมได้ Dusit, The way of life: ดุสิต....วิถีชีวิตแห่งความเป็นไทย 
-----------------------------------------------------------------------------------------
  
ชนินทธ์ โทณวณิก กรรมการบริหาร CEO หนุ่มวัย 49 เป็นลูกชายที่ท่านผู้หญิงหมายมั่นที่จะมอบ “ของรัก” ชิ้นนี้ให้เขาดูแลบริหารต่อ ท่านเชื่อมั่นว่าลูกทำได้ ความกตัญญูและความรู้สึก สัมผัสได้ว่า แม่มีความสุขกับงานบริหารโรงแรม ที่เขาเองสัมผัสมาแล้วตั้งแต่จำความได้ ทำให้ CEO หนุ่มคนนี้ เข้ามารับงานไต่ระดับจากพนักงานธรรมดาๆคนหนึ่งของโรงแรม ด้วยวัยไม่ถึง 30 หลังเรียนจบปริญญาด้านบริหารธุรกิจ จากสหรัฐอเมริกา และขอเวลามารดาไปเป็นอาจารย์ให้สมใจตัวเองมา 3 ปีก่อนหน้านั้น เขาเป็นคนหนุ่มที่กระตือรือร้นกับการเรียนรู้โลกธุรกิจของงานโรงแรม การศึกษาดูงาน ประสบการณ์ หล่อหลอมให้เขาเข้าถึงแก่นแท้ของการทำธุรกิจประเภทบริการ โลกเปลี่ยนผ่าน ความเจริญของการคมนาคม ความเจริญด้านวัตถุ เทคโนโลยี ทำให้ทุกธุรกิจก้าวกระโดดปรับตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการแข่งขันที่ต่างคนต่างช่วงชิงงานบริการให้ “ลูกค้า” ประทับใจ บอกต่อ ย้อนกลับมาเยือน จนกลายเป็นแขกประจำ ดุสิตธานีเป็นโรงแรมระดับห้าดาว บริหารโดยคนไทย ยังไม่มียุคไหนที่ดุสิตธานีจะมุดเข้าไปอยู่ในเครือการบริหารของเครือข่ายข้ามชาติ ที่มักมีคำต่อท้าย – นำหน้าตามชื่อของเครือดังที่มั่นใจว่าลูกค้าพบเห็นคุ้นเคยจะเดินเข้ามาใช้บริการ หรือจองห้องพักใช้บริการกันล่วงหน้า ทีมงานคนไทยของดุสิตธานีพลิกกลยุทธ์ ใช้บริการแบบที่คนไทยใช้ต้อนรับแขกผู้มาเยือนแบบเปี่ยมน้ำใจ และพิสูจน์ว่าเป็นงานที่ “ได้ผล” ศิลปวัฒนธรรมแบบไทย ชนะใจคนทั่วโลกที่มาเยือน ชนินทธ์ และทีมงานจึงวางแผนกับทุกสิ่งที่จะเน้นความ “เป็นไทย” ความละเมียดละไมเกิดขึ้นในใจคนทำงาน คนไทยมีอยู่แล้วโดยไม่ต้องปั้นแต่ง “ดุสิตธานี” ถูกจัดวางตำแหน่งเป็นโรงแรมแบบคลาสสิก ผู้บริหารมั่นใจว่าการบริหารงานเป็นที่ยอมรับ จึงเริ่มรับงานรับจ้างเข้าบริหารงาน และถือหุ้นในโรงแรมที่ดูว่าจะใช้ชื่อดุสิตธานีเป็นเครื่องหมายรับประกันงานบริหาร โดยใช้ชื่อว่า ‘Royal Princess’ นักบริหารอย่างชนินทธ์ รู้ตัวดีว่า ตั้งอยู่บนความหวังของมารดา ถูกท้าทายด้วยสายตาจากเพื่อนร่วมอาชีพ และถูกวัดบารมีจากลูกน้อง เขาเป็นคนพูดน้อย พูดกับสื่อมวลชนในยามที่จำเป็น มุ่งมั่นเรื่องงานเป็นหลัก เขาลงคลุก ลุยฝุ่นกับธุรกิจโรงแรม จนเป็นที่ยอมรับในฝีมือ พร้อมกับการก้าวเข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมโรงแรมไทย ในปี 2541 -2545 ธุรกิจโรงแรมเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ซึ่งสามารถสร้างรายได้จนเป็นดุลบริการได้นับแสนล้านบาทต่อปี ธุรกิจนี้จึงต้องทำงานใกล้ชิดกับภาครัฐ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่มีนโยบายหลักเป็นเรือธงให้ภาคเอกชนเดินเป็นริ้วขบวนเดียวกัน เป้าหมายนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย กำหนดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในปี 2548 จำนวน 13 ล้านคน แม้จะมีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้น เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ (SAR), ไข้หวัดนก อุบัติภัยทางธรรมชาติ แต่ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ ธรรมชาติที่งดงาม ศิลปวัฒนธรรมที่ประทับใจ
เชื่อว่าเมืองไทยจะยังเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของนักท่องเที่ยวที่วางแผนจะมาใช้เวลาในวันพักผ่อนของพวกเขา รวมทั้งการจัดประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ “ในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวขยายตัวมากครับ มีบริษัทข้ามชาติเข้ามาทำธุรกิจด้านธุรกิจโรงแรมในหลายๆรูปแบบ โดยใช้แบรนด์ดังๆ ที่มีชื่อเสียง การแข่งขันในเมืองไทยจึงมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นธรรมชาติของทุกธุรกิจที่หากทุกคนมองเห็นเหมือนกันว่ามีแนวโน้มดี” ชนินทธ์ มองลู่ทาง อนาคตของธุรกิจโรงแรมไว้อย่างใกล้ชิด เขาไม่เคยประมาท ทุกอย่างอยู่ในแผนงานตั้งรับและรุก หลังจากที่ดุสิตธานี ต้องพักตัวมาแล้วเมื่อ 1 – 2 ปีที่ผ่านมา จากความไม่สะดวกของการก่อสร้างระบบรถไฟฟ้ามหานคร มาบัดนี้โครงการเสร็จสิ้นลง ดุสิตธานีนับเป็นโรงแรมใจกลางเมืองที่การเดินทางสะดวก สบายที่สุดแห่งหนึ่ง ทีมบริหารของดุสิตธานี ร่วมกันระดมสมอง กลั่นออกมาเป็นแผนงาน โดยความเห็นชอบอย่างเต็มที่จากท่านผู้หญิง โดยมีชนินทธ์ อาสาเป็นแม่ทัพลงมือปฏิบัติ อันเป็นการตอกย้ำความคลาสสิกของแบรนด์ลงอย่างตราตรึง สามแผนงานหลักที่ชนินทธ์ ขยายความให้ทีมงานได้ฟัง เขาบอกว่าคงไม่ได้เป็นความลับอะไรหรอกนะ เพราะหากเปิดตำราการตลาด เล่มไหนๆในโลก ก็จะระบุไว้ไม่ต่างกัน ผิดแต่ว่า ใครจะลงมือทำก่อนต่างหาก แผนที่หนึ่ง ดูแลรักษาคุณภาพของโรงแรมในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ คุณภาพงานบริการ พบว่ารายได้จากค่าห้องพักและค่าอาหารเครื่องดื่ม มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน 4 ใน 5 ส่วนของรายได้ธุรกิจโรงแรม มาจากค่าอาหารเครื่องดื่ม ดุสิตธานีมีเอกลักษณ์เรื่องครัวไทย อาหารอร่อย ฝีมือเยี่ยม ประดับประดาสลักเสลา จนฝรั่งทึ่งมาเยอะแล้ว ชนินทธ์มั่นใจว่าทำได้ดีกว่าเจ้าอื่นๆ แน่นอน แผนที่สอง การเพิ่มเครือข่ายของธุรกิจโรงแรม หรือเรียกว่าสร้าง Network ดุสิตธานีเป็นหนึ่งในห้าโรงแรมในเอเชียที่ร่วมก่อตั้ง Asia Hotel Alliance: AHA เป็นกลุ่มพันธมิตรด้านโรงแรมในเอเชีย ขณะนี้มีกว่า 70 แห่งแล้ว ถือว่าเป็นเครือข่ายใหญ่ที่สุดในเอเชีย และกำลังจะขยายไปครอบคลุมทวีปยุโรป อเมริกาและออสเตรเลีย ระบบการสร้างเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจโรงแรม จะมีส่วนส่งเสริมให้ธุรกิจของดุสิตธานีก้าวสู่ขั้นระดับสากล เพราะเป็นเส้นทางลัดที่จะพิสูจน์ด้านคุณภาพ ประหนึ่งพันธมิตรจะรับรองกันอยู่กลายๆ หากไม่เข้าขั้นคงไม่มาร่วมวงไพบูลย์ด้วย เฉพาะเครือข่ายในประเทศ ชนินทธ์ เปิดเผยว่าขณะนี้เครือดุสิตธานีบริหารอยู่ 9 โรงแรม 2673 ห้องพัก ซึ่งเขาคิดว่ากว้างขวางเพียงพอเพื่อรองรับแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทยได้แล้ว ที่ต้องโตต่อไปไม่หยุดเห็นจะเป็นเครือข่ายในต่างประเทศนี่เอง แผนที่สาม พัฒนาส่งเสริมส่วนเสริมธุรกิจโรงแรมให้มากขึ้น ปัจจุบันดุสิตธานีเป็นโรงแรมแห่งเดียวในเอเชียที่มีวิทยาลัยเป็นของตัวเอง ชื่อ “วิทยาลัยดุสิตธานี” ผลิตบุคลากรระดับปริญญาตรีเข้าสู่ธุรกิจโรงแรม จากเดิมคนไทยต้องบินไปเรียนวิชาการด้านนี้ที่สวิตเซอร์แลนด์ ขณะนี้มีนักศึกษาประมาณ 1,500 คน และกำลังจะขยายเปิดสอนถึงขั้นระดับปริญญาโท และโครงการภาคภาษาอังกฤษ คาดว่าภายในสิ้นปี 2548 นี้จะแล้วเสร็จ อนาคตจะรับนักศึกษาได้ราว 3,000 คน จนอาจเป็นวิทยาลัยด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยมีโรงแรมในเครือข่ายพันธมิตรมากเพียงพอที่จะส่งพวกเขาเหล่านั้นไปฝึกงานภาคสนามได้อย่างเพียงพอ
ชนินทธ์กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับธุรกิจโรงแรมไทย เขาเป็น CEO ที่มองเส้นทางธุรกิจนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่แปลกที่สมาชิกจะยกมือโหวตให้เขาขึ้นเป็นนายกสมาคมโรงแรมไทย สมัยที่สอง เมื่อการเลือกตั้งกลางเดือนมีนาคม 2547 ที่ผ่านมา เมื่อเขาเว้นวรรคไปหนึ่งสมัย ส่วนเสริมธุรกิจที่มาแรงแห่งยุค อวดภูมิปัญญาไทยได้สง่างามคือ ธุรกิจสปา ชนินทธ์ตั้งใจว่า เป็นสปาที่ใช้ชื่อไทย บริหารโดยคนไทย ทำแข่งกับตลาดบน ราคาจึงค่อนข้างสูง ใช้ชื่อว่า “เทวารัณย์สปา” เปิดบริการแล้ว 3 แห่ง กรุงเทพฯ, พัทยา และเชียงใหม่ และกำลังจะเปิดในต่างประเทศเร็ววันนี้ โรงเรียนสอนทำอาหาร “ตั้งใจจะให้เป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดในเอเชียอาคเนย์ ไม่ได้ตั้งใจจะไปร่วมกระแสกับโครงการครัวไทยสู่ครัวโลกนะครับ แต่เกิดจากการสำรวจของลูกค้าที่ติดใจอาหารไทย จนอยากพิสูจน์ฝีมือตัวเองดูบ้าง ไม่มีชาติไหนทำอาหารไทยได้อร่อยเท่าคนไทยหรอกครับ อย่าห่วงไปเลยครับว่าสูตรจะหายวับ” ส่วนเสริมประการสุดท้ายที่ชนินทธ์มองเห็นด้านฝีมือการบริการที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ เขาตั้งใจที่จะตั้งบริษัทฝึกอบรมสำหรับผู้บริหารโรงแรมระดับผู้บริหารอาวุโส ร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วโลก เพราะคุณภาพของคนจะส่งผลไปยังคุณภาพบริการในทุกๆส่วนของธุรกิจโรงแรม ล้วนมี “คน” เป็นหัวใจที่สัมผัสได้ หาใช่แค่สถานที่ วิทิวทัศน์ เท่านั้นไม่ “ส่วนเสริมของภาคธุรกิจโรงแรม เป็นการมองระยะยาว ไม่ใช่ผลตอบแทน ไม่ใช่ผลกำไรภายในปีหรือสองปีสั้นๆนี้ แต่ผมมองในอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้ามากกว่าครับ”
ชนินทธ์ยอมรับว่า “ดุสิตธานี” เป็นแบรนด์ของประเทศไทยที่คนต่างประเทศรู้จักและยอมรับ ดังนั้นเขาจึงขอใช้ชื่อนี้ให้เป็นประโยชน์ สมกับที่สู้อุตสาห์สะสมชื่อเสียงมานานตั้งแต่รุ่นแม่ รุ่นลูกอย่างเขาจึงต้องต่อยอดและตอกย้ำความเข้มข้นของแบรนด์ในทิศทางที่ถูกต้อง ธุรกิจโรงแรมเป็นภาคบริการที่ขาย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และความรู้สึก เป็นสัมผัสทั้งหกที่จับต้องวัดผลเป็นสากลยาก เพราะใช้ “ใจ” เป็นเครื่องมือวัด ซึ่ง “ใจ” ของผู้คนนั้นยากแท้หยั่งถึง แต่เขายืนยันว่าจะเป็นนักธุรกิจขายสัมผัสทั้งหกให้ดีที่สุดสำหรับลูกค้าของดุสิตธานี ที่เข้ามาใช้บริการทุกคน ทั้งคนไทยและคนเทศ ดุสิตธานีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธุรกิจโรงแรม – ที่พัก เฉพาะคนในเมืองไทยที่มีกว่า 5,000 แห่ง มีห้องพักกว่า 316,000 ห้อง ที่สามารถออกมายืนแถวหน้าได้ ในมาดของโรงแรมคนไทย เส้นทางเบื้องหน้าของ CEO อย่างชนินทร์ กำลังจะนำดุสิตธานี วิ่งไปบนเส้นทางที่ไต่ระดับในภูมิภาคเอเชียและระดับโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เหมือนนำธงไทยขึ้นไปปักเด่นในธุรกิจโรงแรมระดับโลก
ไม่เอาใจช่วยชนินทธ์ คนไทยก็ดูว่าจะ “ใจดำ” ไปหน่อยนะ.... |
|
|
|
|