|
Bank Media ธุรกิจของธนาคารพาณิชย์หรือแบงก์ มีบทบาทกับการใช้ชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่มากขึ้น จากเดิมที่คนโบราณจะเก็บเงินฝั่งตุ่ม และใช้สินค้าแลกแจกกันกิน เมื่อ ‘เงินตรา’ เข้ามาเป็น ‘ตัวกลาง’ ของสินค้าและบริการ การบริการจัดการจึงซับซ้อนขึ้น เงินที่หมุนเวียนขยายตัวมากจำนวน ตามจำนวนประชากร และธุรกรรมที่ขยายตัวตามไปด้วย เงินฝากและเงินกู้ในระบบแบงก์ของประเทศไทย มีมากกว่า 10 ล้านล้านบาท โดยมีธนาคารพาณิชย์ไทย 18 แห่ง ธนาคารต่างประเทศ 16 แห่ง ไม่นับรวมสถาบันการเงินสังกัดหน่วยงานของรัฐ จึงเป็นการแข่งขันที่เพิ่มอุณหภูมิ เร่งองศา การให้บริการแก่ลูกค้ากันอย่างเต็มที่ ความง่าย ความรวดเร็ว ความสะดวก เป็นคาถาที่ทุกสินค้านำมาใช้ตอบสนองลูกค้า พบว่าแบงก์ก็ใช้คาถาเดียวกันนี้ ช่วงชิงลูกค้ากันอย่างเคร่งเครียด ด้วยกำแพงการเงินเสรีที่เปิดกว้างขึ้น ไม่เฉพาะภายในประเทศ แต่มาจากทุกมุมโลก การแสวงหาการใช้สื่อของธุรกิจแบงก์เป็นการขยายไปทุกทิศทาง ยิ่งมีเม็ดเงินมาก ก็ย่อมคิดได้มาก ทำได้มาก บริบทของ ‘สื่อนอกบ้าน’ ถูกเพิ่มน้ำหนักที่จะเจาะไช เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจแบงก์ที่แยกย่อยลงไปลึก ถึงความต้องการของลูกค้าไม่ต่างอะไรกับ แชมพูสระผมที่ต้องถูกใจ ‘ผม’ ทุกประเภท ผมบาง ผมหนา ผมเส้นใหญ่ ผมเส้นเล็ก ผมมีรังแค เมื่อ ‘เงิน’ เป็นสินค้าที่ถูกแปรสภาพ ปฏิวัติคล้ายประหนึ่งเป็นสินค้า อุปโภคบริโภค นักวางกลยุทธ์งานโฆษณา และผู้บริการแบงก์ต้องเห็นภาพเดียวกัน จึงจะผนึกกำลังกันได้อย่างเต็มที่ แต่ละแบงก์คิด ‘หมาก’ ไว้อย่างไร ชวนติดตามใน Cover Story : Lifestyle Banking ณ บัดนี้ |
|
|
“แบงก์ชาติ” ยืนยัน สถาบันการเงินไทยแข็งแกร่ง |
|
|
|
|
“แบงก์ชาติ” ยืนยัน สถาบันการเงินไทยแข็งแกร่งการแข่งขันดุเดือด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพแบงก์ แม้สถาบันการเงินของสหรัฐหลายแห่ง เริ่มประสบปัญหาล้มละลาย หลังจากเจอพิษซับไพร์ม แต่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คุณธาริษา วัฒนเกส ก็ออกมายืนยันว่า เรื่องดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินไทย เนื่องจากแบงก์ไทยไม่ได้เข้าไปลงทุนในตราสารที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินที่มีปัญหา โดยปัจจุบันสภาพคล่องของสถาบันการเงินไทยยังดีอยู่ และยังไม่เกิดปัญหาเงินฝืด ขณะที่ “เกริก วณิกกุล” ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้กำกับและดูแลธุรกิจสถาบันการเงิน ยืนยันว่า แนวโน้มการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ช่วงครึ่งปีหลัง ไม่น่ากังวลใจนัก เนื่องจากความมั่นคงของสถาบันการเงินในปัจจุบันนี้ แข็งแกร่งมากขึ้น ภายหลังการประกาศใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ IAS 39 “ในช่วงปี 2549-2550 ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ได้เริ่มมีการตั้งสำรองภายใต้มาตรฐานบัญชีใหม่ IAS 39 ไปแล้ว กว่าแสนล้านบาท จึงทำให้เสถียรภาพของธนาคารพาณิชย์ไม่น่าเป็นห่วง” การแข่งขัน ถือเป็นผลดี เพราะจะช่วยให้เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพในภาคธุรกิจ การระดมเงินฝากโดยใช้อัตราดอกเบี้ยจูงใจ จะทำให้ประชาชนจะได้ประโยชน์โดยตรง แม้ว่าจะส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่จากการที่ธนาคารพาณิชย์มีการปรับดอกเบี้ยขึ้นไปแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ จึงคาดว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ช่วงหลังจากนี้ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมากนัก โดยน่าจะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนเรื่องของ NPL : Non Performacing Loan : สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ในฐานะผู้กำกับดูแล ก็เชื่อว่า ธนาคารพาณิชย์ จะมีแนวทางการบริหารความเสี่ยงให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้ แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวัง ก็คือสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ที่จะเริ่มตึงตัวขึ้น ตามอัตราสินเชื่อต่อเงินฝากที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งปัจจัยด้านปัญหาการเมือง และราคาน้ำมันจะมีผลอย่างมีนัยยะสำคัญยิ่งนัก ขณะที่ พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินฉบับใหม่ ที่มีผลบังคับใช้เดือนสิงหาคมนี้ ทำให้สถาบันการเงินจำเป็นต้องปรับตัว 5 ด้านด้วยกันคือ 1. ความเพียงพอของเงินกองทุน ที่ต้องมีเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงต่างๆ ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานสากล ซึ่งล่าสุด ธนาคารทั้งระบบมีเงินกองทุนโดยเฉลี่ยสูงกว่า 8.5% ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำแล้ว 2. สถาบันการเงินต้องวางแผนอย่างระมัดระวัง ครอบคลุมไปถึงบริษัทในเครือ 3. ต้องดูแลให้โครงสร้างบริหารจัดการธรรมภิบาลที่ดี เพราะกฎหมายฉบับใหม่มีบทลงโทษที่ชัดเจน 4. การแข่งขันของสถาบันการเงินจะมีมากขึ้นจึงมีการเปิดให้สถาบันการเงินหาผู้ร่วมทุนต่างชาติเข้ามาร่วมทำธุรกิจ และ 5. สถาบันการเงินต้องเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่เพียงพอ เช่น อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และเงินกองทุน นอกจากนี้ เนื้อหา พ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังผ่อนคลายให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นไทยได้ไม่เกิน 49 % จากเดิมไม่เกิน 25 % และหากต้องการจะถือเกิน มากกว่า 49 % จะต้องขออนุญาตจากรัฐมนตรีคลังก่อน “แบงก์ไทยจะปรับตัวได้ ตามกฎเกณฑ์ที่แบงก์ชาติกำหนด โดยแบงก์ชาติจะเข้าไปดูแลให้ราบรื่น และไม่ให้เป็นอุปสรรค์ต่อเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสถาบันการเงิน และระบบในระยะยาว รวมทั้งตัวสถาบันการเงินเอง” ผู้บริหารแบงก์ชาติมั่นใจ
|
|
Kbank ทุ่ม 100 ล้าน ส่งหนังโฆษณา 8 ชุด ในโรงหนังและ BTS เจาะลูกค้า 7 กลุ่ม + K now |
|
|
|
|
"ผมดูหนังในโรงภาพยนตร์เห็นว่าจอใหญ่ดี เลยคิดว่าถ้าเป็นหนังจริงๆ ของกสิกรไทยคงจะน่าตื่นเต้นน่าดู” นี่คือถ้อยคำของ คุณปั้น - บัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการทุ่มงบ 100 ล้านบาท สร้างหนังโฆษณาชุดใหม่ ทั้ง 8 เรื่องของเครือกสิกรไทย
การสร้างหนังโฆษณาแนวคิดใหม่ในครั้งนี้ คุณปั้นบอกว่า จะเป็นการเจาะกลุ่มเป้าหมายทั้ง 7 กลุ่มของธนาคาร ประกอบด้วย กลุ่มลูกค้าสหบรรษัทธนกิจ กลุ่มลูกค้าบรรษัทธนกิจ กลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก กลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการขนาดย่อม กลุ่มลูกค้าบุคคลพิเศษ กลุ่มลูกค้าบุคคลระดับกลาง กลุ่มลูกค้าทั่วไป และ K Now บริการข้อมูลข่าวสารนอกเหนือจากบริการทางการเงิน โดยได้วางแนวคิดว่าจะฉายในโรงภาพยนตร์ก่อนเป็นลำดับแรก เพื่อสร้างความแตกต่าง และความแปลกใหม่ “เราเริ่มต้นฉายในโรงภาพยนตร์ เพราะเห็นว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารการตลาดยุคใหม่ อีกทั้ง โรงภาพยนตร์นับเป็นแหล่งบันเทิงราคาถูก ซึ่งประชาชนน่าจะหันมาดูภาพยนตร์กันมากขึ้นในภาวะเศรษฐกิจยุคนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ฉายในช่องทางอื่น เพราะบนรถไฟฟ้าบีทีเอสเราก็มีการยิงโฆษณาด้วยเหมือนกัน ส่วนการโฆษณาทางโทรทัศน์ทั่วไปนั้นก็อาจจะมีในระยะต่อไป” คุณปั้นกล่าว ในภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในขณะนี้ หลายฝ่ายอาจจะเห็นว่า งบประมาณโฆษณา นับเป็นงบส่วนแรกๆ ที่จะถูกตัดออกไป แต่จากงบประมาณของหนังโฆษณาทั้ง 8 เรื่อง ที่รวมแล้วทั้งสิ้น 100 ล้านบาท น่าจะเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า Kbank ยังคงให้ความสำคัญทั้งกับภาพลักษณ์ของบริษัทและการบุกขยายธุรกิจ “เศรษฐกิจเป็นแบบนี้เรายิ่งต้องโฆษณาให้หนัก เพื่อจะได้เป็นการกระตุ้นผู้บริโภคให้จดจำเราได้อย่างต่อเนื่อง เพราะภาคธุรกิจก็อยู่ได้ด้วยโฆษณา” คุณปั้นกล่าวปิดท้าย สำหรับการแข่งขันในธุรกิจธนาคารปีนี้ “ดร.ประสาร ไตรรัตนวรกุล” กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า “ยังรุนแรงเหมือนเดิม” และจากประสบการณ์อันเชี่ยวกรากในแวดวงการเงินการธนาคาร บอกได้เลยว่า ในสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ ธนาคารพาณิชย์จะหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพสินทรัพย์มากขึ้นนอกจากนี้ก็คงจะปรับฐานเงินฝากให้สูงขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของสินเชื่อ ซึ่งก็คงต้องขึ้นกับกลยุทธ์ของแต่ละธนาคารว่าจะมีแนวทางในการเข้าถึงแหล่งเงินอย่างไร แต่ในส่วนของธนาคารกสิกรไทย จะใช้แนวทางการระดมทุนที่หลากหลายในการดึงเม็ดเงินจากฐานลูกค้า “เราคงจะไม่เน้นเฉพาะเงินฝากเพียงอย่างเดียว แต่จะเน้นทั้งตั๋วแลกเงิน และกองทุนรวม ในการระดมเงินทุน ซึ่งเชื่อว่าแต่ละธนาคารคงมีแนวทางการระดมทุนที่หลากหลายยิ่งขึ้น” ขณะที่ในแง่ของกลยุทธ์การตลาดแล้ว ดร.ประสาร บอกว่า ธนาคารจะเน้นการคิดโปรดักซ์ใหม่ แบบเจาะจงกลุ่มลูกค้า เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยจะใช้ช่องทางสื่อสารการตลาด ในการนำเสนอ สอดคล้องกับแนวคิดของ “ชาติชาย พยุหนาวีชัย” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่เห็นว่า การช่วงชิงฐานลูกค้าทั้งในด้านการปล่อยสินเชื่อ และการระดมเงินฝาก จะมีเพิ่มขึ้นมาตามลำดับ โดยในด้านสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME จะมีการช่วงชิงฐานลูกค้าอย่างดุเดือด ส่วนการระดมเงินฝากธนาคารจะมุ่งเน้นที่การให้บริการควบคู่อัตราดอกเบี้ยที่จูงใจ “การแข่งขันจะไม่ใช้มาตรการด้านดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว KBank จะใช้มาตรการทั้ง Financial และ Nonfinancial โดยจะมุ่งให้ความรู้ความเข้าใจแก่ลูกค้าในการประกอบธุรกิจ ส่วนการระดมเงินฝาก ธนาคารจะอาศัยสาขาที่กว้างขวาง ประกอบกับแคมเปญดอกเบี้ยอัตราพิเศษหลายรูปแบบในการดึงดูดลูกค้า ซึ่งเรามั่นใจว่า แคมเปญต่างๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง จะทำให้ธนาคารมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น” จากคำพูดของคุณชาติชาย ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยแต่อย่างใด เนื่องจากในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ธนาคารกสิกรไทยมีฐานเงินฝากที่เพิ่มขึ้นถึง 5 % มาอยู่ที่ระดับ 7-8 แสนล้านบาท สูงกว่าตลาดรวมที่เติบโตแค่ 1.5 % ขณะที่สินเชื่อรวมมีการขยายตัว 6-7 % มาอยู่ที่ 8 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าใกล้เคียงค่าเฉลี่ยของทั้งตลาดซึ่งอยู่ที่ 7-8 %  |
“แบงก์กรุงเทพ” ขยับช้าแต่ชัวร์ต่อยอด “เบอร์ 1” ด้วย “ลูกค้า”ชูสัมมนาเป็น CRM"
ด้วยความที่ธนาคารกรุงเทพ เป็นธนาคารอันดับ 1 ของไทย มี “แบรนด์” ที่น่าเชื่อถือเป็นทุนเดิม ซึ่งได้รับการยกย่องจากนิตยสาร “รีดเดอร์ส ไดเจสท์” ให้เป็น ‘Trusted Brand 2008’ หรือ แบรนด์ที่เชื่อมั่นได้ในปี 2551 ของไทย ติดต่อกันเป็นปีที่ 5 ในหมวดสถาบันการเงิน ประกอบกับ การมีฐานลูกค้ากลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีในกลุ่มเกษตรกรรม ที่หยั่งรากลึก... ยากที่คู่แข่งจะตีตื้นขึ้นมาได้ในระยะเวลาอันสั้น ทำให้การเคลื่อนตัวใช้งบสร้างแบรนด์ของ “แบงก์กรุงเทพ” เป็นไปอย่างเชื่องช้า เมื่อเปรียบเทียบกับการเร่งสร้างแบรนด์ของธนาคารเอกชนคู่แข่ง อย่าง "ธนาคารไทยพาณิชย์" และ "ธนาคารกสิกรไทย" ที่เดินเกมทุ่มงบด้านการตลาดอย่างดุดัน “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” คือ สโลแกนของธนาคารกรุงเทพ ที่ถูกใช้เนิ่นนานมาแล้ว และถูกหยิบมาใช้อีกใน พ.ศ. นี้ แต่มีการปรับปรุงให้ผู้บริหารลงไปใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น “ชาติศิริ โสภณพนิช” ทายาทรุ่นที่ 3 แห่งตระกูลโสภณพนิช ในตำแหน่ง “กรรมการผู้จัดการใหญ่” ธนาคารกรุงเทพ บอกว่า สิ่งที่ธนาคารเน้นมาตลอดก็คือความเป็น “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” ซึ่งธนาคารต้องการเป็นที่ปรึกษาให้กับลูกค้าของธนาคารที่มีจำนวนมาก นอกเหนือจากการให้สินเชื่อ โดยเฉพาะในยุคนี้ที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นจากวิกฤตราคาน้ำมัน งบประมาณด้านการตลาดของธนาคารในปีนี้ถูกเทไปให้กับการจัดสัมมนากับลูกค้า ผ่าน โครงการ “วันนัดพบสุดยอดนักธุรกิจ : Meeting Top Business Leaders” ซึ่งเป็นโครงการที่ผู้บริหารธนาคารกรุงเทพจะลงพื้นที่ไปพบกับผู้ประกอบการ ซึ่งครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศ ขณะเดียวกันธนาคารกรุงเทพยังพร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานกิจกรรมต่างๆ เช่น งานมหกรรมการเงิน รวมไปถึงบ้านและคอนโด ก็ไม่พลาดเข้าไปร่วมงานด้วยเสมอ พร้อมกับแคมเปญโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมให้ลูกค้าอย่างถึงใจ ซึ่งนอกจากจะตรงกับกลุ่มเป้าหมายแล้ว ยังถือเป็นการสร้างแบรนด์ไปในตัว หรือ ที่ภาษานักโฆษณาเรียกว่า การทำการตลาดแบบ “Below the line” แม้การสร้างแบรนด์ของยักษ์ใหญ่ธนาคารพาณิชย์แห่งนี้ จะยังไม่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างหวือหวานัก แต่กลยุทธ์การเดินใต้น้ำแบบฉบับ “เพื่อนคู่คิด...มิตรคู่บ้าน” ที่นำผู้บริหารเดินสายไปเสริมความแข็งแกร่งให้ลูกค้าของธนาคารทุกหย่อมหญ้า ก็นับว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์แบบประทับใจแนบแน่นได้ไม่ใช่น้อย และเป็นการเปิดประตูทำให้ลูกค้าซึ่งมีประสิทธิภาพและมีจำนวนมาก กล้าลองผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ยุคนี้เป็นยุคที่ธนาคารไม่ได้เป็นแค่ผู้ให้สินเชื่อเหมือนอดีต แต่คือหน้าต่างขายผลิตภัณฑ์การเงินที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวม ประกันภัย ประกันชีวิต บัตรเครดิต และผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ที่ ชาติศิริ ย้ำว่าจะมีออกมาอีกมาก การเดิมเกมเข้าหาลูกค้าของ ธนาคารกรุงเทพ ไม่ต่างไปจาก กลยุทธ์ CRM (Customer Relationship Management) หรือการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ ฟิลิป คอตเลอร์ ปรมาจารย์การตลาดโลก เคยบอกไว้ว่า “ถ้ายิ่งเรารู้เกี่ยวกับลูกค้าแต่ละคนมากเพียงไรและยิ่งสนองพวกเขาได้มากขึ้น เราจะรู้ซึ้งถึงโอกาสในการขายข้าม (Cross Selling) และขายขึ้น (Upselling) มากขึ้นเท่านั้น” ขณะที่การโฆษณาผ่านสื่อ หรือ Above the line นั้น “เดชา ตุลานันท์” กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคาร บอกว่า ธนาคารกรุงเทพจะยังดำเนินการโฆษณาต่อเนื่อง ทั้ง โฆษณาโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ และบิลบอร์ด รวมไปถึงสื่อออนไลน์ แต่จะไม่มากเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากทุกคนเริ่มรัดเข็มขัด ประกอบการกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ ธนาคาร จะเน้นการระดมเงินฝากมากกว่าการปล่อยกู้ หากสังเกตกลยุทธ์การโฆษณาที่ธนาคารกรุงเทพเดินเกมในปีนี้ จะพบว่า เป็นการโฆษณาเพื่อขายสินค้า ต่างกับ กสิกรไทย และ ไทยพาณิชย์ ที่ดำเนินการสร้างภาพพจน์ทั้งเครือ ดังจะเห็นได้จากโฆษณาล่าสุดที่ผ่านหน้าจอโทรทัศน์ของธนาคารกรุงเทพที่เป็นการแนะนำ “บัตรเครดิตบลูเวฟ” บัตรเครดิตรูปแบบใหม่ที่นำเทคโนโลยีคอนแทคเลสมาใช้ ทำให้จับจ่ายได้สะดวกรวดเร็ว ทันใจ โดยไม่ต้องมีการลงลายมือชื่อในเซลส์สลิป รวมไปถึงยังใช้กับรถไฟฟ้าได้ ซึ่งตรงกับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ธนาคารกรุงเทพกำลังเดินหน้ารุกนอกจากสินเชื่อ และแน่นอนว่าลูกค้าของธนาคารคือ กลุ่มเป้าหมาย ในการขายผลิตภัณฑ์ตัวนี้ ทั้งหมดเป็นการเดิมเกมของแบงก์เบอร์ 1 ที่พร้อมจะต่อยอดความยิ่งใหญ่ ผ่านลูกค้าที่มีอยู่ในมืออยู่แล้ว  
|
|
ไทยพาณิชย์ : Premier Universal Bank แตกต่างด้วยบริการที่เป็นเลิศ |
|
|
|
ไทยพาณิชย์ : Premier Universal Bank แตกต่างด้วยบริการที่เป็นเลิศ ด้วย POP บริการ ณ สาขา  ดูเหมือนว่าความคิดเห็นของบรรดาแบงก์ใหญ่ จะมองภาพการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์ในช่วงครึ่งหลังปีนี้ดุเดือดขึ้นทั้งสิ้น รวมทั้งความคิดเห็นของผู้บริหารหญิงแกร่ง “กรรณิกา ชลิตอาภรณ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารที่เก่าแก่ที่สุดของไทย และมีสินทรัพย์มากเป็นอันดับ 3 ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย “ไม่เพียงแต่ในช่วงครึ่งปีหลังเท่านั้น แต่การแข่งขันของธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับสูงมาโดยตลอดอยู่แล้ว ยิ่งในภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจขึ้นๆ ลงๆ ภาคธุรกิจยิ่งต้องมีการปรับตัวโดยตลอด จะช้าไม่ได้ ซึ่งไทยพาณิชย์จะเน้นการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทุกกลุ่ม” คุณกรรณิกาย้ำ โดยการปรับบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะการขอสินเชื่อที่จะย่นระยะเวลาให้สั้นขึ้น รวมทั้งการระดมเงินฝากที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อปล่อยกู้มากขึ้น ก็ต้องเร่งหาแหล่งเงินให้มากขึ้นเป็นธรรมดา สำหรับแผนกลยุทธ์การตลาดนั้นก็ถือว่า คุณกรรณิกามีแนวคิดที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะแทนที่จะทุ่มงบโฆษณาผ่านสื่อแขนงต่างๆ เหมือนอย่างคู่แข่งรายอื่น แต่เธอกลับมุ่งสร้างความต่างด้วยการเน้นการให้บริการที่ประทับใจผ่านสาขาย่อย เพื่อให้เกิดความจงรักภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว...และเป็นธนาคารที่คุณเลือก...เหมือนสโลแกนของธนาคาร “เราใช้งบการตลาดไม่เยอะ เมื่อเทียบกับวงเงินลงทุนของธนาคาร แต่เราจะให้ความสำคัญกับการสร้างความประทับใจด้วยการให้บริการลูกค้าผ่านสาขาย่อยของเราที่มีทั่วประเทศมากกว่าการโฆษณาผ่านสื่อเพียงเท่านั้น” กรรมการผู้จัดการใหญ่ไทยพาณิชย์ ยังได้ฉายให้เราเห็นภาพเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ และการทำตลาดของธนาคาร โดยย้ำว่า เป้าหมายหลักคือ การสร้างการจดจำที่ดีของธนาคารให้กับลูกค้าธนาคาร ที่เข้ามาใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผ่านสาขาของธนาคารที่ปัจจุบันมีมากกว่า 900 แห่ง ซึ่งธนาคารมองว่า การทำการตลาดผ่านสาขา ถือได้ว่าเป็นการโฆษณาสื่อสารที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า และเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่าสื่อประเภทอื่น เช่น สื่อโทรทัศน์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ โดยสื่อทั้ง 2 ประเภทหลัง ธนาคารจะเน้นใช้เป็นสื่อที่ช่วยเสริมจากการให้บริการหลักของธนาคาร ดังนั้นงบประมาณส่วนใหญ่ของธนาคารในแต่ละปี จึงจะเน้นไปที่การปรับปรุง สาขาที่มีอยู่ให้มีความทันสมัย สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งยังจะเน้นไปที่การขยายสาขา เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด ซึ่งการขยายสาขาแต่ละแห่งจะใช้เงินประมาณ 5 ล้านบาท และปัจจุบันธนาคารมีสาขาที่เปิดให้บริการ ถึงเวลา 20.00 น. ประมาณ 200 แห่ง ที่จะรองรับลูกค้าคนทำงาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ขณะที่ คุณองค์อร อาภากร ณ อยุธยา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ ก็ยืนยันว่า การสร้าง Brand เป็นสิ่งจำเป็นไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เนื่องจากต้องมีการตอกย้ำ และมีความต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการรับรู้จากลูกค้า ซึ่งเชื่อว่าธนาคารทุกแห่งจะยังคงต้องทำอย่างต่อเนื่อง แต่อาจชะลอหรือช้าลงบ้าง ตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน นับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2540 ธนาคารได้มีการปรับเปลี่ยนหลายด้าน โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาที่ธนาคารเน้นเรื่องสีม่วงให้เด่นชัดขึ้น จากนั้นก็เน้นการให้บริการที่เป็นเลิศ ตรงกับความต้องการของลูกค้า เพื่อผูกใจลูกค้าไว้กับธนาคาร “ระยะต่อไปการสร้าง Brand ของธนาคาร ก็จะยังตอกย้ำการให้บริการที่เป็นเลิศ โดยมุ่งสร้าง Brand ให้ประสบความสำเร็จ ตรงใจลูกค้า ชัดเจน เข้าใจง่าย เพื่อตอกย้ำอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ธนาคารก็ยังจะเน้นการสร้างภาพลักษณ์ของกลุ่มไทยพาณิชย์ ให้มีการรวมพลังกันมากขึ้น โดยพันธกิจหลักของธนาคาร คือ การเป็นธนาคารที่ให้บริการแบบครบวงจร หรือ Premier Universal Bank เพื่อทำให้ลูกค้ารู้ว่าเราแตกต่างจากแบงก์อื่น” การสร้างภาพลักษณ์ของกลุ่ม อาจจะมีการปรับโลโก้ของบริษัทในเครือให้สอดคล้องกับของธนาคาร มีการจดจำได้ง่ายขึ้น เช่น การมีตัวอักษรที่เหมือนกัน เพื่อให้สื่อถึงการเป็นบริษัทในเครือของธนาคาร สำหรับงบประมาณด้านการโฆษณา และการตลาด ในแต่ละปีเป็นหลักร้อยล้านบาท เพราะธนาคารเป็นองค์กรที่ใหญ่ แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง ธนาคารก็จะมีการใช้งบอย่างมีการจัดการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยผลิตภัณฑ์ของธนาคารในปีนี้จะเน้นในเรื่องของเงินฝากและการลงทุน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธนาคารและยังเป็นการส่งเสริมการออมในระยะยาวให้กับประชาชนด้วย โดยการสร้าง Brand ผ่านสื่อ ส่วนใหญ่ธนาคารใช้ ใน Product Brand เป็นหลัก เพื่อสื่อให้ลูกค้ารับทราบข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และการบริการ โดยงบประมาณมากกว่า 90 % จะเน้นในสื่อ T.V. เพราะเป็นสื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทุกระดับ แม้ว่าจะเป็นสื่อที่มีราคาแพงกว่าสื่ออื่น แต่เนื่องจากฐานลูกค้าของธนาคารเป็นฐานที่กว้าง จึงเป็นสื่อที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ตรงจุดที่สุด แต่ก็ขึ้นกับการจัดการ เช่นการลงในช่วงเวลาที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์นั้นๆ การใช้ Billboard ของธนาคาร จะใช้งบการตลาดไม่มาก แต่เป็นสื่อที่ธนาคารใช้มากเป็นอันดับ 2 รองจากสื่อ T.V. เพราะการทำโฆษณา ธนาคารจะเน้นทำผ่านสาขาของธนาคารที่มีมากกว่า 900 สาขา และไทยพาณิชย์เป็นธนาคารแห่งแรกๆ ที่ใช้สาขาให้เป็นประโยชน์ แต่ในพื้นที่ธนาคารไม่สามารถจัดตั้งสาขาได้ ธนาคารก็จะทำผ่านสื่อ Bill Boardของเอกชน เช่น บริเวณทางด่วนที่มีการจราจรพลุกพล่าน ส่วนการทำ Corporate AD. หรือ Corporate Branding ภายในเดือนสิงหาคมจะมีโฆษณา ผ่านสื่อต่างๆ อีก 1 แคมเปญ เพื่อตอกย้ำความเป็นกลุ่มไทยพาณิชย์ ให้กับลูกค้า หลังจากช่วงที่ผ่านมาธนาคารได้ทำโฆษณา ในช่วงครบรอบ 100 ปี และโฆษณาชุด “น้ำใจ” เพื่อแสดงถึงความเอาใจใส่ลูกค้าของธนาคาร “หลักในการสร้าง Brand ของธนาคาร จะเน้นสร้างความน่าเชื่อถือ มีความมั่นคง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในระยะยาว รวมทั้งต้องให้บริการที่เป็นเลิศ หรือที่ดีที่สุดกับลูกค้า เพื่อผูกใจลูกค้าในระยะยาว” คุณองค์อร เผยถึงกลยุทธ์ของธนาคาร การบริหารธนาคารไม่เพียงแค่อัตราดอกเบี้ยที่จูงใจเท่านั้นที่จะสามารถดึงดูดให้ลูกค้าเลือกที่จะใช้บริการ แต่การบริการประจำสาขาก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน   |
|
|
<< Start < Prev 1 2 3 Next > End >>
|
|
Page 1 of 3 |