|
|
|
|
ผลักธุรกิจด้วยผองเพื่อนพันธมิตร |
|
|
|
“ผลักธุรกิจด้วยผองเพื่อนพันธมิตร”Vision - “วิสัยทัศน์” ของผู้บริหาร ที่แปรเป็นนโยบาย ลงไปสู่ภาคการปฏิบัติ เป็นเหมือนเข็มทิศของกัปตัน ที่ยืนบนยอดเสากระโดงเรือ ส่องกล้องดูคลื่นลม หินโสโครก ร่องน้ำลึก ให้ทีมงานพายจ้ำด้วยจังหวะพร้อมเพรียง ไปถึงเส้นชัยดั่งใจหมาย “ผมขอเป็นหนึ่งในเอเชีย” คุณวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อราว 6 ปีก่อน เขาไม่ได้มองเฉพาะพื้นที่ของประเทศไทย จึงมุ่งมั่นที่จะขยับตัวเองขึ้นไปยืนระนาบทวีป เขาเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจโรงภาพยนตร์แบบอาคารเดียว - Stand Alone ไม่อิงอยู่ในศูนย์การค้าหรือโมเดิร์นเทรด เมื่อ 12 ปีก่อน นับเป็นงานท้าทายในยามที่วัฏจักรเศรษฐกิจยุคหลังบูมสิ้นสุด จนดิ่งเหว ความเงียบงัน จึงทำให้กรุ๊ปนี้ โดดเด่น เพราะบุกลุยตลาดในขณะที่ธุรกิจอื่นชะลอตัว การจับกระแสชีพจร วิถีชีวิตของคนยุคใหม่ ทั้งที่เป็นการนำเสนอบริการ ตอบสนองความต้องการ และชี้นำสร้างกระแส จุดประเด็นให้เป็นที่สนใจ กลายเป็นจิ๊กซอร์ตัวสำคัญของภาพการเติบโต ตั้งแต่การนำกิจการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2545 การเดินเข้าเจรจาจับมือเป็นพันธมิตรกับอีกหลายธุรกิจ ยิ่งเสริมภาพให้เมเจอร์กรุ๊ป ติดอาวุธครบมือ “พูลวรลักษณ์” ตระกูลที่ทำธุรกิจโรงหนัง สร้างหนัง สายหนัง คนรุ่นต่อๆ มา จึงต่อยอดจากฐานเดิมเติมความทันยุค มีงานวิจัย การบริหารความเสี่ยง การกอดคอพันธมิตรช่วยกันทำงาน บนระบบของความถนัดแห่งตน ไม่น่าเชื่อว่าวิสัยทัศน์ของผู้บริหารหนุ่มคนนี้ จะนำพาองค์กรเติบโตด้วยความรวดเร็ว ลำพังตัวเขาสามารถสร้างทรัพย์สินได้มูลค่าครองเป็นอันดับ 6 ของเศรษฐีหุ้นเมืองไทย แนวคิดการบริหารของคุณวิชา เปิดเผยให้เห็นถึงบุคลิกของเขาที่มองโลกในแง่ดี การขยายตัวเติบใหญ่จึงรวดเร็ว เข้มแข็ง โรงหนังรายล้อมด้วยร้านค้าในอาคารเดียวกัน สร้างจากสะดวกและคอหนังเริ่มคุ้นเคยจากที่เดิมๆ ดุ่มเดินเข้าโรงหนัง ยืนเกร่รอจนเมื่อย การกระตุ้นดีมานด์ การใช้บริการ ด้วยความครบครัน สะดวก จุดเดียวมีเกือบทุกอย่างที่ชอบๆ เมเจอร์กรุ๊ป มองทะลุถึง Life Style คนรุ่นใหม่ เปิดเกมส์เต็มสูบ ด้วยโบว์ลิ่ง ฟิตเนสเซ็นเตอร์ ลามเลยไปถึงต้นน้ำ ที่สะดวกในการจองตั๋วเข้าดูหนัง และค่ายหนัง โบว์ลิ่งและโรงหนัง เป็นสูตรคู่กัน ฟิตเนสเซ็นเตอร์ เป็นการจับมือร่วมกับ California Fitness โดยมี “ลูกเกด” เมทินี กิ่งโพยม เป็นพรีเซ็นเตอร์ เสริมแบรนด์ Thaiticketmajor เป็นการร่วมธุรกิจกับกลุ่ม BEC Tero เปิดบริการรับจองตั๋วหนัง ตั๋วรถทัวร์ ตั๋วคอนเสิร์ต M-picture เป็นการร่วมธุรกิจกับ บริษัท ทราฟฟิคคอร์เนอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) วันนี้ภาพธุรกิจของเมเจอร์กรุ๊ป เป็นการประมวลรวมเกือบทุกธุรกิจที่อยู่ในกระแสไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดยมีอีกก้าวของการลงทุนเข้าซื้อสิขสิทธิ์ MC.Donald-ฟาสต์ฟูดส์ ยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งของโลก มาทำธุรกิจในเมืองไทย หลังจากที่คุณเดช บุลสุข-เจ้าพ่อแมคโดนัลด์ คนก่อนหน้า เคยสร้างตำนานไว้แล้ว การขยายสาขาของเมเจอร์กรุ๊ป เป็นการเพิ่มที่นั่งกว่า 80,000 ที่นั่ง กระจายไปตามศูนย์การค้าย่านชุมชน – Community mall, ศูนย์การค้า – โมเดิร์นเทรด ทั่วประเทศ ยิ่งเพิ่มความสะดวกสบายตามโอกาสของธุรกิจนี้ การเดินทางไม่มีวันสิ้นสุด การทำธุรกิจมองไปข้างหน้า วิชา พูลวรลักษณ์ ขยับแว่นมองไปเบื้องหน้าด้วยวิสัยทัศน์ขยับตัวเป็น “The Best in The World” เสียแล้ว ก้าวย่างแต่ละขั้น ย่อมต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น การแบ่งงานกันทำตามถนัดและประสบการณ์ จะช่วยแบ่งเบา ช่วยผลักดันความเติบโตที่ไม่ต้องเหนื่อยคนเดียว กลยุทธ์การ “Take Over” เป็นการครอบงำ ครอบครอง แล้วลงมือทำงานเอง แต่การ “Merger” เป็นการร่วมทุน ร่วมหุ้นเป็นพันธมิตร ช่วยกันทำงานต่อยอด เติมตา หาแนวร่วม สุดฉลาดเหมาะกับการทำธุรกิจยุคนี้ยิ่งนัก ไม่แปลกที่จะเห็นทุกอณูนิ้วของค่ายนี้ สามารถทำเงินได้ทั้งนั้น จาก 4 แบรนด์ ล่าสุดเมเจอร์กรุ๊ป มีจำนวนที่นั่งเกือบ 80,000 ที่นั่ง และสยายปีกรุกลงทุนในต่างประเทศ ด้วยการ เปิดธุรกิจโบว์ลิ่ง ในนครมุมไบ ประเทศอินเดีย ซึ่งจะเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้ สไตล์การทำธุรกิจของ “วิชา” แหลมคม เขาคงมีอะไรใหม่ๆ มานำเสนอ ได้ไม่หยุดหย่อนแน่ 
|
|
ทำโรงหนังให้ใกล้ชิด ผูกพัน เข้าถึงได้ |
|
|
|
“ทำโรงหนังให้ใกล้ชิด ผูกพัน เข้าถึงได้” ฐานเดิมทางธุรกิจการเป็น “สายหนัง” ภาคตะวันออก ถูกต่อเติมธุรกิจ ก้าวอีกหนึ่งเพื่อบรรลุความฝันของการเป็นเจ้าของโรงหนัง ในใจกลางเมืองย่านศูนย์กลางธุรกิจและชุมชนคนกรุงเทพ คุณสุวัฒน์ ทองร่มโพธิ์ ประธานกรรมการ บริษัท เอส เอฟ ซีเนม่า ซิตี้ จำกัด – เบอร์หนึ่งของค่ายโรงหนัง เคยเล่าถึงที่มาของการก้าวสู่ธุรกิจอีกหนึ่ง ขยับตัว ซึ่งมีความเชื่อมั่นว่าตลาดยังมีช่องว่างให้รองรับ และการแข่งขันจะก่อให้เกิดการพัฒนา แข่งกันแสวงหาสิ่งใหม่ๆ ให้ลูกค้าได้ไม่จบสิ้น ทำเลทองใจกลางเมือง สมหวัง สมใจของค่าย SF เป็นโรงภาพยนตร์ครบสูตร ในศูนย์การค้ามาบุญครอง, เซ็นทรัล กรุ๊ป, จังซีลอน - ภูเก็ต และตามหัวเมืองใหญ่อีกหลายแห่ง ตามที่พันธมิตรขยายสาขาไปถึง โรงหนังค่ายนี้มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับค่ายเซ็นทรัลกรุ๊ป จนกลายเป็น “คู่แบรนด์” ที่คอหนังคุ้นเคยหากไปเดินเซ็นทรัลต้องเจอ SF กลยุทธ์ทางการตลาดที่ต้องพิถีพิถันละเอียดอ่อน แบ่งกลุ่มลูกค้าไว้ชัดเจน ซอยกลุ่มเล็ก ลงลึก ให้โดนใจ แม้อาจเทียบเคียงกับเพื่อนในธุรกิจเดียวกันไม่ได้ แต่การทำธุรกิจเลือกช่องทางที่ตัวเองถนัดได้ ด้าน SF เน้นโอกาสทางธุรกิจเข้ามาเป็นตัวเลือกอันดับแรก มองข้ามเชิงปริมาณ เพราะมองว่าหว่านเงินลงทุนอาจไม่คุ้มค่า ธุรกิจนี้ต้องใช้เงินลงทุนก้อนโตกับวีถีชีวิตของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ยากเกินกว่าจะตามทันหรือวิ่งไปรอรับได้ การครบสูตรของค่าย SF มีตั้งแต่โรงหนัง ที่ดูกันได้สบายๆ ไปจนถึงเกรดพรีเมี่ยม โบว์ลิ่ง คาราโอเกะ เสน่ห์ของธุรกิจบันเทิง แทรกเข้าไปกับเกือบทุกธุรกิจ จากที่จริงจัง วิชาการ เป็นยุค ที่ไลฟ์สไตล์ ที่ทุกอย่างรอบตัวสนุกสนาน บันเทิง ปะปนความรู้ ทำลายกำแพงของความยากในการเข้าใจ พูด ฟัง ทุกอย่างให้ง่าย การสื่อสารระหว่างผู้คน ลูกค้า จึงใช้ความบันเทิงนำ ตามด้วยความรู้ ความเข้าใจของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเห็นผลกันชัดเจน ว่าผู้บริโภคเปิดรับสิ่งเหล่านั้นเต็มที่ กลยุทธ์การโฆษณา ประชาสัมพันธ์จึงเจือความบันเทิง ได้แบบไม่มีข้อจำกัดอีกต่อไป ค่ายมือถือ DTAC จับมือแฮปปี้กับ SF ด้านช่องทางการสื่อสารของโทรศัพท์มือถือที่ทุกคน ใช้เป็นของใช้ประจำวัน หลายกลุ่มธุรกิจที่มองเห็น SF เป็นจุดของการ CRM ลูกค้าจากโปรแกรมหนังยักษ์ ซึ่งอิ่มเอมด้วยกันทั้งคู่ การมี Marketing Tool กับร้านสะดวกซื้อ 7-11 ด้วยบัตร SF Smart Pruse สะดวกต่อการจองที่นั่ง การแข่งขันของผู้ประกอบการ ที่ช่างคิดหากลยุทธ์แปลกใหม่ มานำเสนอ อำนวยช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการง่ายๆ จึงเป็นการก้าวเข้าไปครองตลาด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดคิด หยุดทำ เพราะนับวันของใหม่ๆ ก็จะเดินเข้ามาทับถมทวีคูณของเก่าที่จะมี ช่วงชีวิตสั้นลงทุกขณะ วิสัยทัศน์ของคุณสุวัฒน์ เน้นลงไปที่ทำเลทอง มีโอกาสทางธุรกิจ และจับมือเป็น Network Sharing กับกลุ่มพันธมิตรหลายกลุ่ม ไม่รีบร้อน ผลีผลาม ดูตามความเป็นไปได้ ยืดหยุ่น โดยคงไว้ซึ่งธุรกิจหลักคือ “โรงหนัง” ซึ่งทำรายได้ราว 70% ไลฟ์สไตล์ของคนเกิดขึ้นได้แบบไม่รู้จบ ผู้ประกอบการต้องอ่านเกมส์ให้ขาด จะเป็นยักษ์เล็ก ยักษ์ใหญ่ไม่สำคัญ เท่ากับทำในธุรกิจที่ตัวเองถนัด และมีโอกาสทางธุรกิจในเกณฑ์ที่รับได้ เรื่องความเสี่ยงบริหารจัดการได้ ปัจจุบัน SF มีจำนวนกว่า 30,000 ที่นั่ง และรอเวลา เดินเข้าไปเป็น บริษัท มหาชน แม้ว่าจะเป็นตระกูล “ทองร่มโพธิ์” เข้ามานั่งบริหาร แต่แนวการบริหารเป็น “มืออาชีพ” ที่มาต่อเติมเป็นคำหลังว่า “ครอบครัวมืออาชีพ” 
|
|
“ผลักธุรกิจด้วยผองเพื่อนพันธมิตร” |
|
|
|
“ผลักธุรกิจด้วยผองเพื่อนพันธมิตร”“เลือกดู เลือกมาที่ สยาม ลิโด สกาลา” อีกหนึ่งตำนานของยุคบุกเบิกพัฒนาพื้นที่บริเวณสี่แยกปทุมวัน คือ โรงภาพยนตร์ ‘สยาม’ ‘ลิโด’ ‘สกาลา’ จนกลายเป็นทำเลทองมาจนถึงวันนี้ของ ‘สยามสแควร์’ “บริษัทเติบโตมาจากการเป็นเจ้าของโรงละคร ต่อมาปรับเป็นโรงหนังเฉลิมไทย แล้วจึงมาเปิดโรงหนังอีก 3 โรง ที่สยามสแควร์ เมื่อปี 2509” คุณนันทา ตันสัจจา กรรมการบริหาร บริษัท เอเพ็กซ์ภาพยนตร์ จำกัด เล่าความหลัง ยุครุ่งโรจน์ เดือนตุลาคม 2513 ค่ายนี้พิมพ์หนังสือ แจกฟรี ให้กับลูกค้าที่เข้ามาชมภาพยนตร์ เรียกว่า ‘สูจิบัตร’ ชื่อ ‘สยามสแควร์’ เกิดจากชื่อคอลัมน์ ที่เขียนซุบซิบเกี่ยวกับคนบันเทิง โดยคุณพอใจ ชัยเวฬุ เอกลักษณ์ ของสยามสแควร์ ที่ไม่เหมือนแห่งอื่นๆ คือความร่วมมือกันของชาวสยาม สแควร์ การสนับสนุนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สยามสแควร์จึง คงความทันสมัย เป็นสีสันบันเทิงของคนกรุงเทพ ของวัยรุ่น มาตลอด 40 ปี วันนี้ของสยาม ลิโด สกาลา จึงฉีกตัวเองมาสร้าง จุดขายให้เหมาะกับยุคสมัยอยู่เสมอได้ ด้วยการเสาะแสวงหาหนังที่ หาดูได้ยาก หรือเรียกว่าเป็น หนังทางเลือก นอกเหนือจาก หนังที่อยู่ ภายใต้ร่มเงาของ Hollywood Studio คอหนังจึงเป็นที่รู้จักกันว่า หาก อยากดูหนังทางเลือก ให้มาดูที่ 3 โรงนี้ รับรองไม่ผิดหวัง กลายเป็น ‘จุดแข็ง’ เจาะกลุ่มเฉพาะที่เหนียวแน่นมาก ส่วนเพิ่มเติมคือการ มี Mini shopping complex อยู่บริเวณรอบๆ โรงหนัง จากจุดเด่นเดิมที่ รู้กันว่าเป็นแหล่งจุดกำเนิดแฟชั่น ล้ำยุค อยากดูหนังฟอร์มเล็กๆ หนังไม่มีค่าย เชิญมาเจอกันได้ รับรองได้ว่าจะได้ความรู้สึกว่ากำลังอยู่ในยุคฮิต ฮิบ สุดๆ ไม่ยากเลย
นันทา ต้นสัจจา  โรงหนังสกาลา ปรับปรุงโฉมให้ทันสมัยอยุ่เสมอ  หนังทางเลือกต้องมาดูที่ลิโด้  โรงหนังสยาม อยุ่คู่สยามสแควร์มา 40 ปี |
|
สื่อในโรงหนังต่างจังหวัด ยังเล็กมาก |
|
|
|
“สื่อในโรงหนังต่างจังหวัด ยังเล็กมาก”ธุรกิจภาคต่อจากการสร้างภาพยนตร์คือ ธุรกิจจัดจำหน่าย ไม่ต่างไปจากสินค้าประเภทอื่นที่มี ยี่ปั้ว ซาปั้ว จนไปถึงผู้บริโภค ‘ความเก๋า’ ของคนในแวดวง ‘สายหนัง’ ต่างจังหวัด มักจะมีค่ายใหญ่ เจ้าประจำที่ค้าขายทำธุรกิจกันมาไม่ต่ำกว่า 20 – 30 ปี ยุคนี้คงจะเรียกหรูๆ ว่า เป็น ‘มืออาชีพ’ หนึ่งในสามของ “สายหนัง – สายอีสาน” ที่ครอบคลุม 19 จังหวัดภาคอีสานเปิดใจมานั่งลงคุยกัน เขาเป็นคนรุ่นสองของ ‘เทียนทองภาพยนตร์’ โดยมีรุ่นบิดา – คุณเทียนชัย พิพัฒน์ภานุกูล ยังคงเป็นที่ปรึกษาให้ลูกๆ อยู่ตลอดเวลา “ช่วงนั้นคุณพ่อมีปัญหาเรื่องทีมงานที่ช่วยทำงาน ผมจึงวางแผนว่าจะเข้ามาช่วยวางระบบบัญชีสัก 3 – 6 เดือน แต่ตอนนี้ผ่านไป 5 ปี ผมรู้สึกว่าผ่านไปเร็วแบบไม่รู้ตัว งานวางระบบบัญชีกลายเป็นงานปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ สร้างกลไกการทำงานใหม่ รวมถึงการสร้างบุคลากรใหม่ด้วย เรียกว่า Re-engineering ก็ว่าได้” คุณคมกฤช พิพัฒน์ภานุกูล ลูกชายคนเล็กของค่ายสายหนังอีสาน นั่งเล่างานที่เขาดูแล วิศวกรเอกคอมพิวเตอร์จากลาดกระบังที่ผ่านงานจากบริษัทข้ามชาติ IBM 5 ปีเศษ ทำงานจนถึงจุดอิ่มตัวจึงมองหางานใหม่ๆ ที่จะเพิ่มความตื่นเต้นให้ชีวิต พบว่าธุรกิจของครอบครัวที่ละเลยมานานมาก เพราะถูกส่งตัวเข้ามาเรียนในกทม. ตั้งแต่ขึ้นประถมหนึ่ง เป็นความท้าทายย้อนยุคที่ต้องใช้ตำราหลายเล่มมาปรุงใหม่ “ผมต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับตลาดต่างจังหวัดใหม่หมด เมื่อต้องลงมือสร้างแบรนด์ใหม่ของโรงภาพยนตร์ จึงต้องคิด DNA ของแบรนด์ใหม่เพื่อสร้าง Brand Identity ที่สอดคล้องกับความทันสมัยและตลาดในต่างจังหวัดด้วย” ค่ายสายหนังอีสาน ขยับตัวเปิดบริษัทในเครือน้องใหม่เมื่อ 4 ปีก่อนใช้ชื่อว่า ‘MVP’ มาจากคำว่า Movie Partner – พันธมิตรธุรกิจหนัง วางแผนให้ MVP เป็นโรงภาพยนตร์ที่ได้มาตรฐานสากล เป็นสังคมทันสมัยสำหรับการพักผ่อนนอกที่พักอาศัย และเป็นความบันเทิงที่สะอาดคุ้มค่าสำหรับลูกค้า โดยได้ขยายการลงทุนสร้างโรงหนังให้ทันสมัยใน 2 จังหวัด คือ มหาสารคาม และสุรินทร์ “เหตุผลของการสร้างใน 2 จังหวัด คือ ตลาดที่มหาสารคามมีศักยภาพมากเนื่องจากมีมหาวิทยาลัย ส่วนที่สุรินทร์เรามีโรงหนังเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่ปรับใหม่ และสร้างเพิ่มให้ทันสมัย ปรับปรุงระบบฉาย ระบบเสียง เก้าอี้นั่งสบาย มี Love Seat ด้วยนะครับ ใครที่เคยมีภาพเดิมๆ คงต้องปรับโฟกัสใหม่แล้วละครับ” คุณคมกฤช วางแผนว่าจะทยอยปรับโรงหนังเดิมที่มีอยู่ให้ทันสมัย คอหนังต่างจังหวัดจะได้รับความบันเทิงในท้องถิ่น และเขามองว่าโอกาสทางธุรกิจนี้ยังมีพอๆ กับอุปสรรคของธุรกิจนี้เช่นกัน อุปสรรคที่พอมองเห็นพัวพันเป็นวงกลม ยังแก้กันไม่หลุดคือ คุณภาพของโรงหนังและจำนวนหนังที่ส่งไปฉาย รวมถึงปัญหาเรื่องซีดีเถื่อนซึ่งมีความรุนแรงมากขึ้นด้วย หนังฟอร์มใหญ่ หนังดัง ก็จะดูต่ำต้อยเมื่อต้องไปลงฉายในโรงภาพยนตร์ที่ไม่ครบครันด้านเครื่องมือ เทคนิค และ ความสะดวกสบายของผู้ชม โอกาสทำเงินจึงมีไม่มาก เวลาฉายก็ไม่นาน ฉายไม่กี่วันคนก็ได้ดูกันทั่วจังหวัดไปแล้ว “ถึงจะสร้างโรงหนังให้หรูขึ้น แต่ผมก็ขายตั๋วได้แบบติดเพดานมาก เพราะกำลังซื้อจำกัด ราคาตั๋วหนัง ขายที่ 50 – 80 บาท Love Seat ขาย 250 บาท ดูได้ 2 คน มีคนรุ่นลูกอย่างผมตามหัวเมืองต่างๆ ที่กลับมาทำธุรกิจในจังหวัดบ้านเกิด หลายรายที่พวกเขาอยากลุกขึ้นทำการตลาดใหม่ๆ เคยมาคุยกับผมหวังจะใช้โรงหนังเป็นจุดทำกิจกรรมการตลาดบ้าง แต่สุดท้ายไม่ผ่านด่านเตี่ย ตี๋จึงจ๋อยไปเลยครับ” พอมีบางสินค้ามองด้าน Location ของโรงหนังต่างจังหวัดอยู่บ้าง อย่างค่ายรถจักรยานยนต์ - ฮอนด้า, “กรมพัฒฯ จัดให้” กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, สมูธอี ครีม, เบียร์ - ไฮเนเก้น, โทรศัพท์มือถือ - โนเกีย, องค์การอาหารและยา (อ.ย.), มหาวิทยาลัยมหานคร, ฮานามิ สำหรับราคาคิดในอัตรา 500 – 700 บาทต่อสัปดาห์ การโฆษณาหนังในต่างจังหวัด ยังใช้กลยุทธ์ดั่งเดิมในท้องถิ่น ด้วยรถแห่ ป้าย วิทยุ ใบปลิว เพราะ Mass Media จากส่วนกลางกระจายตัวไปให้ทั่วประเทศอยู่แล้ว สื่อโฆษณาในโรงหนังต่างจังหวัดยังเล็กมาก มีเอเยนซีบางรายติดต่อเข้าไปขอซื้อเวลาอยู่บ้าง แต่อุปสรรคพัวพันเป็นวงกลม ยังเป็นข้อจำกัดของแบรนด์สินค้าที่จะใช้ช่องทางนี้ รวมทั้งจำนวนคนดูยังไม่มีนัยยะพอที่จะถูกเลือกหยิบ “ผมเปิดไว้ตลอดเวลา กับการขายโฆษณาในโรงหนัง คุณเห็นภาพจากส่วนกลางอย่างไร ผมก็อยากเห็นอย่างนั้นเหมือนกัน” วันนี้ค่ายใหญ่แห่งธุรกิจโรงหนัง รุกคืบกระจายตัวไปยังตลาดต่างจังหวัดเมื่อตลาดในเมืองหลวงเริ่มอยู่ (อิ่ม) ตัว ค่ายใหญ่ที่รุกเข้าไปกินตลาด ย่อมเป็นโอกาสที่ค่ายสิงห์ภูธรจะเดินเข้าไปจับมือเป็นพันธมิตร เพื่อถ่ายกำลังซึ่งกันและกัน 
|
|
|
<< Start < Prev 1 2 3 4 5 6 Next > End >>
|
|
Page 1 of 6 |