|
|
|
"AA เข้าไปเจาะตลาดได้ จัดว่าเข้าขั้นมีฝีมือ อย่างน้อยก็เป็นข่าวว่า ไม่เฉพาะเกาหลีฟีเวอร์ในเมืองไทยก็จะเกิดขึ้น สินค้าไทยก็สร้างกระแสในเกาหลีได้เหมือนกัน" คุณชาญวิทย์ ให้ความมั่นใจว่าเขาทำการตลาดกับสินค้าคุณภาพที่พิสูจน์ได้ และฉีกตำราของถูกเท่านั้นจึงจะขายดี เพราะยี่ห้อนี้ขายแพงแต่คุ้มค่ากว่า
สนับสนุนให้คนไทยรักการอ่านด้วย เมืองหนังสือ การอ่านหนังสือ ช่วยยกระดับด้านการพัฒนาบุคลากร เพิ่มขีดการแข่งขัน จากการสำรวจพบว่า คนไทยอ่านหนังสือกันน้อย เฉลี่ยไม่ถึง 10 บรรทัดต่อคนต่อปี ทำให้หลายหน่วยงานลุกขึ้นมามีส่วนในการส่งเสริมการอ่านกันทั่วหน้า พบว่าในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา การตื่นตัวเรื่องการอ่านได้รับเสียงตอบรับจากสังคมไทย กลายเป็นกระแสให้ธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ขยายตัวตามไปด้วย และยอดขายในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติซึ่งจัดขึ้นปีละ 2 ครั้งนั้น มีอัตราเพิ่มขึ้นมาก AA ใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท สร้างเมืองหนังสือขนาดใหญ่ทันสมัยเรียกว่า AA Book Tower : DABT อาคารที่มีหนังสือจากทุกสำนักพิมพ์ทั่วประเทศกว่า 1 ล้านปก บนพื้นที่ 9 ชั้น และมีกิจกรรมให้คนรุ่นใหม่ รักการอ่าน เปิดบริการทุกวันไม่มีวันหยุด “AA มีโรงงานผลิตกระดาษ มีการทำตลาดแบบเต็มรูปแบบ และต้องการส่งเสริมให้คนไทยมี Life Style ใหม่ ในการรักการอ่าน
คนเกาหลีชอบใช้ AA ปัจจุบันกระดาษถ่ายเอกสาร AA ขยายตลาดและมีออฟฟิศอยู่ 14 ประเทศ ยกเว้นประเทศจีนที่มี 3 เมืองคือ กวางเจา ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ และเวียดนามที่มี 2 แห่ง ตลาดที่ประสบความสำเร็จมากคือ ตลาดในประเทศเกาหลี ประเทศนี้เขาใช้กระดาษขนาด 75 แกรม ใกล้เคียง 80 แกรมที่ AA ขายอยู่พอดี ราคาจึงไม่ต่างกัน คุณภาพจึงเป็นสิ่งที่ลูกค้าเลือก ประเทศเกาหลีนี้อย่างที่รู้กัน เขาชาตินิยมมาก ทุกอย่างเขาผลิตได้เองอยู่แล้ว การที่ AA เข้าไปเจาะตลาดได้ จัดว่าเข้าขั้นมีฝีมือ อย่างน้อยก็เป็นข่าวว่า ไม่เฉพาะเกาหลีฟีเวอร์ในเมืองไทยจะเกิดขึ้นได้สินค้าไทยก็สร้างกระแสใน เกาหลีได้เหมือนกัน 7 ปีผ่านไปของ AA กับการสร้างแบรนด์ แม้จะยังไม่ติดอันดับ 1ใน 50 ของการจัดอันดับแบรนด์ของเมืองไทยจาก บริษัท ยังแอนด์รูบิแคม จำกัด แต่ยอดขายที่โตกว่า 20% ต่อปี เป็นผลลัพธ์ที่ผู้บริหารพบได้ รวมถึงลูกค้าที่มั่นใจกลายเป็นการตลาดแบบยั่งยืนที่มิอาจประเมินค่าได้ AA เป็นบทเรียนให้แบรนด์ไทยอีกหลายราย ได้ศึกษาเป็น “ต้นแบบ”ได้เป็นอย่างดี 
|
|
ความสำเร็จแบบยั่งยืนทางการตลาดคือ คุณภาพและการผูกใจผูกพันธ์ใกล้ชิดกับลูกค้าบนความคุ้นเคยที่ไม่มีใครมาแทนก็ได้ และที่สำคัญลูกค้าจะเป็นกระบอกเสียงบอกต่อแนะนำขยายฐานลูกค้าให้อย่างเต็มใจ |
|
|
|
"ความสำเร็จแบบยั่งยืนทางการตลาดคือ คุณภาพและการผูกใจผูกพันธ์ใกล้ชิดกับลูกค้าบนความคุ้นเคยที่ไม่มีใครมาแทนก็ได้และที่สำคัญลูกค้าจะเป็นกระบอกเสียงบอกต่อแนะนำขยายฐานลูกค้าให้อย่างเต็มใจ"ทำกระดาษเป็นสินค้าใกล้ตัว วิสัย ทัศน์ของผู้บริหาร วางแผนไว้อย่างเป็นขั้นตอน โดยวางฐานต้นน้ำ-ตั้งแต่การพัฒนาวัตถุดิบที่ยั่งยืนไปสู่ภาคการผลิต และปลายน้ำ-ภาคการตลาดด้วยคุณภาพเป็นสำคัญ AA เริ่มพัฒนาวัตถุดิบ ตั้งแต่ปี 2525 ด้วยศึกษาและวิจัยพันธุ์ไม้จากทั่วโลก และทดสอบการปลูกจนได้พันธุ์ไม้ที่มีลักษณะเหมาะสม จึงได้มีการส่งเสริมให้กับเกษตรกรปลูกจนมีวัตถุดิบที่มั่นคง และช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่มีพื้นที่ว่างเปล่า ปี 2537 AA เริ่มก่อสร้างโรงงานผลิตเยื่อและกระดาษ ในเขตอุตสาหกรรม 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่โซน 3 ได้รับการส่งเสริมจาก BOI โดยเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจปี2540 ตั้งแต่เริ่มต้นผลิตสินค้าได้ แต่ก็สามารถประคองตัวมาได้จนถึงวันนี้ และได้อาศัยคุณภาพของสินค้าเป็นธงนำการตลาดจน AA กลายเป็นแบรนด์ที่ส่งออกจำหน่ายไปทั่วโลก การบริโภคกระดาษของเมืองไทย จัดเป็นสินค้าประเภท Commodity ที่มีราคาขึ้น-ลงจากราคาตลาดโลกเป็นดัชนี และกระดาษก็เป็นกระดาษวันยังค่ำ ใช้ปึกไหน รีมไหนก็ไม่แตกต่าง แต่หลัก AA เปิดตัว ความคิดเดิม ๆ เหล่านี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะคุณภาพของ AA ที่จับต้องได้ถึงความแตกต่าง และแก้ปัญหาของผู้บริโภคได้อย่างตรงใจ ความสำเร็จแบบยั่งยืนทางการตลาดคือ คุณภาพ และการผูกใจ ผูกสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลูกค้าบนความคุ้นเคยที่ไม่มีใครมาแทนที่ได้และที่ สำคัญลูกค้าจะเป็นกระบอกเสียงบอกต่อแนะนำขยายฐานลูกค้าให้อย่างเต็มใจ “ผู้บริหารเริ่มคิดเรื่องการสร้างแบรนด์ให้กับกระดาษที่ใช้กับกลุ่มออฟฟิศทำงาน ผมจึงเข้ามาร่วมงานกับ AA ในราวปี 2542” คุณชาญวิทย์ จารุสมบัติ รอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ ย้อนเวลาเล่าถึงการเข้ามาเป็นทีมงานแรก ที่จะลงมือเรื่องการสร้างแบรนด์ให้กับ AA เขาผ่านงานด้านการดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคมาจากแบรนด์ระดับสากล จึงเข้าใจงานด้านนี้แต่ก็ท้าทายกับการเป็นสินค้าคนไทยและเป็นธุรกิจกระดาษ เจ้าแรกที่คิดทำเรื่องนี้ กระดาษ AA ออกตัวท่ามกลางช่องว่างของทุกราย ในปี 2543 ซึ่งก็ถูกใจผู้บริโภคอย่างจัง กับการปูพรมงานโฆษณาด้วยหนังโฆษณาชุดแรกที่ฮือฮากันจนตกขอบ กับชุด “Speech”ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดท่านหนึ่งกล่าวอวยพรคู่บ่าวสาวด้วยกระดาษยับ ย่นในมือ จนขำกันไปทั่วเมือง คุ้มค่ากับงบประมาณราว 100 ล้านบาท เพียง 6 เดือนเท่านั้น แบรนด์กระดาษถ่ายเอกสารยี่ห้อ AA ติดตลาดทันที ตาม มาด้วยกิจกรรม Below the line เจาะกลุ่มเป้าหมายตามสำนักงานที่ท้าพิสูจน์คุณภาพในการถ่ายเอกสาร รีมต่อรีมกับกระดาษยี่ห้ออื่น ที่มักติดๆ ขัดๆ จางๆ ยับๆจนกลายเป็นการบอกต่อกันไป ถึงคุณภาพที่สามารถคำนวณได้จากการสูญเสีย และปัญหาของงานการถ่ายเอกสารอาจไม่ใช่เพราะคุณภาพของเครื่องถ่าย แต่ปัญหาคุณภาพของกระดาษก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน
ขยายตลาดไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก จากเส้นทางการทำธุรกิจ ที่มีการส่งออกกระดาษพิมพ์เขียนไปยัง 80 ประเทศทั่วโลกของ แอ๊ดวานซ์ อะโกร อยู่แล้ว การทำตลาดกระดาษถ่ายเอกสารภายใต้แบรนด์ดั๊บเบิ้ล เอ ของคนไทย จึงใช้เส้นทางเดียวกันนี้ เพิ่มสินค้าตัวใหม่นี้เข้าไปได้ทันที 4 ประเทศแรกที่ดั๊บเบิ้ล เอ เปิดตัวกระดาษถ่ายเอกสาร พร้อมกันในปี 2544 คือ ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ตามลำดับ “สิ่งที่ทำให้การตลาดสำเร็จมาจากเรื่องคุณภาพเป็นหลักครับ เพราะคนยุคนี้เขาคิดคำนวนเรื่องความสิ้นเปลืองได้เอง ว่าอะไรคือความคุ้มค่าในระยะยาว”
|
|
|
|
|
|