|
|
 ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งทะยานแตะ 44 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบกว่า 13 ปี มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ ในวงกว้าง แน่นอนว่ารวมถึงธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost Airlines) ซึ่งกำลังขยายธุรกิจและได้รับความสนใจในหมู่ผู้ใช้บริการเดินทางทางอากาศในบ้านเราขณะนี้
ล่าสุด นกแอร์ สายการบินต้นทุนต่ำ ซึ่งมีชื่อบริษัทสายการบินรายใหญ่ของไทยอย่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น เพิ่งจะได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2547 และได้ฤกษ์ติดปีกเหินฟ้าเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2547 ถัดจากวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการเพียงวันเดียว
การจะต้องบริหารต้นทุนให้ต่ำ โดยเฉพาะในช่วงภาวะราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุเพดานเช่นนี้ นับเป็นความท้าทายของธุรกิจ ซึ่งนับวันกระแสความสนใจและการขยายธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ ได้แพร่กระจายไปทั่วโลกพร้อมๆ กับการเกิดธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำหน้าใหม่
ผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจการบิน รวมทั้งนักวิเคราะห์หลายราย ต่างเชื่อว่าสายการบินต้นทุนต่ำ คือพัฒนาการธุรกิจการบินของโลก จะเห็นว่าปัจจุบันสายการบินต้นทุนต่ำ กลายเป็นทางเลือกสำหรับผู้ใช้บริการเดินทางทางอากาศ เนื่องเพราะค่าโดยสารต่ำกว่าสายการบินปกติราวครึ่งหนึ่ง
ปริมาณผู้ใช้บริการที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากกลยุทธ์ราคาที่ต่ำกว่านี่เอง ที่เป็นแม่เหล็กเรียกให้นักลงทุนพากันตบเท้าเข้าสู่สมรภูมิรบของธุรกิจการบิน ซึ่งว่ากันว่ามีสัดส่วนการตลาดไม่น้อย ในบ้านเราก็เช่นกัน ธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำได้เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปลายปี 2546 เป็นต้นมา หลังจากรัฐบาล ซึ่งนำโดย นายก ฯ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศนโยบายการบินเสรีในปี 2545
แม้โอกาสจะมี แต่ก็ไม่นับเป็นเรื่องง่ายที่จะเหินฟ้าชิงเค้กหรือส่วนแบ่งตลาดธุรกิจการบิน เนื่องเพราะสายการบินต้นทุนต่ำ ไม่ใช่จะสร้างความสำเร็จได้ง่ายดายเหมือนกับการปลอกกล้วยเข้าปาก
นั่นเพราะการดำเนินธุรกิจดังกล่าว มีปัจจัยและเงื่อนไขต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะปัจจัยด้านต้นทุนและปัจจัยตลาด ซึ่ง 3 สายการบินต้นทุนต่ำแถวหน้าของบ้านเรา อย่าง โอเรียนท์ไทย แอร์เอเชีย และนกแอร์ กำลังขับเคี่ยวกันชนิดหมดสิทธิ์กระพริบตา !!
|
|
|
|
|